• Cool Palm programs

       โปรแกรมที่อยากจะแนะนำทั้ง 3 ตัวนี้ จริงๆก็ไม่ได้อะไรหรอกครับ แต่ใช้แล้วชอบครับ มันมีอะไรในตัวของมันเอง ที่พิเศษกว่าโปรแกรมทั่วไปทำให้ติดใจหน่ะครับ อย่างน้อยมันก็ทำให้ชีวิตสะดวกขึ้น และก็ง่ายต่อการใช้งาน แต่ประโยชน์ที่ได้ไม่ได้น้อย อย่างการใช้งานเลยครับ ^^ ภูมิใจเสนอมากๆครับ แม้จะนานแล้วก็เถอะ แต่เพิ่งมาเขียนให้มันเรียบร้อยหน่ะครับ ฮ่าๆ แต่ก็เพราะโปรแกรมพวกนี้เลยทำให้เรื่องเขียนโปรแกรมเองนี่แทบจะไม่อยากทำเลยครับ เพราะถ้าไม่เฉพาะทางจริงๆ ก็น่าจะหาโปรแกรมที่ต้องการได้ง่ายกว่าเขียนเองแน่เลยครับ สำหรับ Palm เนี่ย 555 ก็มันเยอะจริงๆครับ โปรแกรมที่มีให้เลือกเนี่ย~
    Bonsai (based on bonsai 3.3.4) <p> <p>   โปรแกรมนี้เป็นโปรแกรมสำหรับ outline ความคิด ในรูปแบบ tree ซึ่งน่าจะเป็นการเรียบเรียงความคิดให้เป็นหมวดหมูและเป็นระเบียบ รวมทั้งง่ายในการใช้งานด้วยครับ หรือจะใช้เป็น project manager ง่ายๆก็ ok ทีเดียวครับ ดูจะเป็นเหมือนโปรแกรมธรรมดาๆ แต่ผมว่ามันใช้ได้ดีนะครับ <p> <p>   ก็คงไม่พูดให้ละเอียดมากครับ จะแนะนำ function เจ๋งของมันกันครับ นี่เลยครับ อีกโปรแกรมที่คู่กันครับ คือ back to bonsai มันเป็นโปรแกรมที่เป็นการทำ link จากพวกโปรแกรมอื่นๆเข้าสู่ bonsai หล่ะครับ ที่รองรับจริงๆก็คือ Calendar กับ todo หล่ะครับ แต่เราเอาไปใช้กับโปรแกรมอื่นก็ได้หมดครับ ที่มีที่ให้เติมข้อความได้ครับ <p> <p>   เราลองมาดูกันที่ back to bonsai ดีกว่าครับ ตัวโปรแกรมจะไม่มีอะไรเลยครับ เป็นเพียงแค่ enable และคำสั่งต่างๆครับ ซึ่งก็คือ จะให้แสดงรายละเอียดของ link มั้ย? จะให้กดแล้วเข้าไป bonsai เลยหรือว่าจะให้ขึ้น pop-up ก่อนหน่ะครับ ตอนแรกผมก็งงเหมือนกันครับ อะไรหว่า? โปรแกรมนี้ ฮ่าๆ <p> <p>   เรามาดูการทำงานเลยดีกว่าครับ คือจะเห็นว่าใน bonsai จะมี col นึงครับ ที่เป็นจุดๆ 4 จุดก็กดได้เลยครับ ที่รายการที่ต้องการจะทำ link มันจะขึ้น pop-up ว่าจะให้ link ไปที่ไหนครับ เรามาลอง link ไปที่ Task กันครับ จะได้ดังรูปครับ <p> <p>   ก็จะได้ Task ใหม่ขึ้นมาเป็นรายการใน Bonsai ดังรูปครับ แถมท้ายด้วย tag ประหลาดเพิ่มขึ้นมาครับ ในรูปคือ [BZ1] ครับ .. นี่หล่ะครับ tag สุดยอดเลยครับ.. การทำงานของมันก็คือ จิ้ม 2 ครั้งที่ tag ครับ มันจะขึ้น pop-up (ถ้าไม่ได้เลือกไว้มันก็จะไปเลยครับ ไม่มี pop-up) เพื่อ link กลับไปสู่ bonsai ได้เลยครับ โอ้โห อะไรมันจะเจ๋งขนาดนั้นครับ <p> <p>   ซึ่งเรามาลองกันเล่นๆครับ โดย copy tag นั้นไปที่ memos ครับ ก็ยังใช้ได้เช่นกัน ฮ่าๆ เจ้า back to bonsai นี่มันเจ๋งจริงๆครับ <p> <p>   นี่แหละครับ โปรแกรมอยากแนะนำจริงๆครับ ใช้ได้ดี แถมยังมี function เจ๋งๆให้เราอีกด้วยครับ ^
    ^ อ้อ ตัวนี้มี desktop version ด้วยนะครับ ทำให้ sync ได้ด้วย ฮ่าๆ อะไรจะดีปานนี้ครับ ไม่ลองไม่รู้จริงๆครับ จากข้อเสียเดิมที่ผมว่ามันเข้าลำบากไปนิด แต่พอมี back to bonsai มานี้ผมว่ามันหมดไปเลยจริงๆครับ… ข้อเสีย เหลือไว้เพียงข้อดีครับ อย่างน้อยมันก็จะทำให้เราสามารถเรียงความคิดของเราให้เป็นระเบียบได้ครับ ไม่เรื่อยเปื่อย คิดแล้วก็ลืมครับ ^^
       อ้อ อีกอย่างครับ เจ้า bonsai นี่สามารถปรับแต่งการทำงานด้วยปุ่มต่างๆได้โดยเข้า option | global setting | nav นะครับ ปรับให้มันสะดวกเราที่สุด จะทำให้สนุกกับการใช้งานมากขึ้นนะครับ รวมทั้งเจ้า bonsai ยังรองรับ jog wheel ของ clie ด้วยครับ ^
    ^
       หาเจ้า bonsai ได้จาก PalmGear ได้เลยครับ <p>to the top <hr width="90%" size="1">
    HandyShopper (based on HandyShopper v.2.9b) <p> <p>   ตัวนี้เอาไว้เวลาหาซื้อของ หรือจดๆๆ เวลานึกได้ว่าจะซื้ออะไรเลยครับ เป็นโปรแกรมที่เจ๋งมากๆ ก็ตรงการใช้งานนี่แหละครับ รองรับการทำงานแบบไม่ต้องจับ stylus ได้เลยครับ โดยการกดปุ่มกลางของ 5-way ก็จะมีคำอธิบายทั้งหมดและแทบจะรองรับการทำงานได้ดีจริงๆครับ
       สำหรับการทำงานทั้งหมดคงต้องลองดูเองครับ แต่ว่าผมจะเสนอการทำงานเจ๋งๆของมันเป็นตัวอย่างครับ
    ตัวอย่างแรกมาดูกันตอนไป pantip เลยครับ อันนี้ทำให้เข้าใจว่ามันเจ๋งมากๆครับ โดยจะซื้อ com ไปประกอบเองเครื่องนึงครับ ก็มานั่งไล่ list รายการใน memo ได้เลยครับ ว่ามีอะไรบ้างกันลืม ฮ่าๆ ก็ได้ list มาประมาณนี้ครับ <p> <p>   เมื่อจะใช้งานใน handyshopper ก็ทำการ import เข้ามาได้เลยครับ จะเป็น list ทั้งหมดครับ อย่างน้อยเราก็ไม่ลืมหล่ะครับ ว่าเราจะต้องซื้ออะไรบ้างหล่ะครับ เมื่อได้อุปกรณ์ทุกตัวก็เริ่มทำการกำหนด spec เลยครับ ลองเขียนๆดูก็ได้ครับ เอาเข้าจริงๆก็จะเปลี่ยนก็ค่อยมาแก้กันครับ <p> <p>   เมื่อแก้ทั้งหมดแล้ว เราก็เริ่มเดินหาราคาได้แล้วหล่ะครับ ซึ่งเจ้า handyShopper มันเจ๋งอีกก็ตรงที่มันจดแยกร้านได้ด้วยครับ จะร้านไหนราคาไหนก็ได้ครับ <p> <p>   ก็ไล่ๆไปครับ เมื่อเดินจนเหนื่อยก็มาดูราคากันครับ.. แล้วก็ไปนั่งซักร้านที่ถูกสุดจากนั้นก็เปลี่ยนมาเป็นร้านนั้นเลยครับ ฮ่าๆ ก็จะพบได้ดังรูปครับ <p> <p>   ในรูปจะเห็นได้ว่าร้าน CyberMillenium เนี่ย มีที่ CPU อยู่ตัวเดียวครับ ที่มีขีดฆ่านั้นก็คือว่าราคาร้านนี้แพงกว่าร้านอื่นครับ ซึ่งก็ดูได้จากภาพก่อนครับ มีจริงๆครับ ร้าน inter_3th ถูกกว่าแฮะ แต่อีกรูปแสดงให้เห็นว่าร้าน HW house แพงกว่าทุกอย่างเลยแฮะ 55 มันก็บอกได้ว่าร้านนี้อย่าไปเข้าเลย ต่อยังไงก็คงไม่ถูกกว่าร้านอื่นที่เราสำรวจมาหน่ะครับ (55 อันนี้ของจริงๆนะครับ แต่ก็แค่เวลานั้น ตอนนี้อาจจะถูกกว่าก็ได้ครับ หึหึ) ของที่มีขีดฆ่า ก็ต่อๆๆดูครับ “อีกร้านถูกกว่านะ ไม่ลดเหรอ?” เดี๋ยวเค้าก็ลดให้เองหล่ะครับ ถ้าไม่ลดก็ไปซื้อร้านที่ถูกกว่าดีกว่าครับ 55 ข้อดีกว่ากระดาษที่จดๆๆแล้วก็ลืมครับ ว่าสรุปร้านไหนหว่า? (เคยเป็นกันบ้างมั้ยน๊า แต่ผมคนนึงหล่ะ เป็นครับ จดๆแล้วก็ลืมว่า เอ..สรุปไอ้ที่ถูกสุดที่ร้านไหนกัน??)
       ในกรณีที่ไม่ค่อยมีร้านถูกเยอะๆ แถมต่อแล้วก็ไม่ยอมลด เราก็ค่อยๆซื้อก็ได้ครับ ทีละตัว เราก็ค่อยๆติ๊กไปทีละตัวได้ครับ แถมมันยังบอกเราอีกว่าเราซื้อไปแล้วกี่บาท เหลืออีกกี่บาทที่เราต้องซื้อ <p> <p>   นี่หล่ะครับ ข้อดีจริงๆครับ อย่างน้อยก็ทำให้เราเดินรอบเดียวก็จะได้ข้อมูลพร้อมในการตัดสินใจเลือกซื้อได้เลยครับ จะต้องการประมาณงบแค่ไหน ก็ดูเอาละกันครับ ตัดนู้นเพิ่มนี่ได้ตามสะดวกครับ ^^ นั่นแหละครับ มาดูจุดเด่นๆ อย่างอื่นกันต่อครับ
    #2 คราวนี้จะเป็นข้อดีในการเก็บข้อมูลครับ.. เช่น เวลาเราเดินไปมา IT Mall, pantip อะไรไปเรื่อยครับ เห็น SD card นี้เอ..เหมือนจะถูกนะ ก็จดไว้ครับ… Memorystick ตัวนี้ ขนาดนี้ก็เหมือนจะถูกนะ ก็จดไว้ครับ ยี่ห้อไหน ต่อยี่ห้อไหนก็จดๆๆไว้ครับ <p> <p>   เวลาเกิดวันใดอยากซื้อขึ้นมาครับ ก็เพียงแค่เขียน SD มันก็จะเหมือน filter มาให้ดูกันสะดวกเลยครับ ว่ายี่ห้อไหนถูกและเราเคยดูไว้ถูกสุดแค่ไหนหน่ะครับ จะจดไว้หลายขนาดก็ได้ เราก็เขียนขนาดไปด้วยมันก็จะ filter ให้ต่ออีกครับ <p> <p>   เห็นมั้ยครับ จะดูราคา SD ก็ได้ SD ทั้งหมดที่เคยดูมา จะเอา SD ขนาด 512 MB ก็เขียนไปก็ได้ SD 512 MB ที่เคยดูมาทั้งหมดพร้อมราคา อะไรจะสะดวกขนาดนั้น อย่างน้อยก็ทำให้เราไม่ต้องซื้อของแพงโดยใช่เหตุหล่ะครับ ^
    ^
       มันก็ไม่ใช่แค่กับของพวกนี้หล่ะครับ มันยังใช้กับเวลาซื้อของปกติทั่วไปสบายๆเลยครับ และมันก็ทำให้ผมได้รู้ว่า เดี๋ยวนี้ของแพงขึ้นว่า 2-3 เดือนที่แล้วเกือบทุกอย่างเลยครับ เพราะเวลาจะซื้อของหน่ะครับ ก็แค่เขียนลงไปราคาที่ซื้อครั้งก่อนมันก็ยังอยู่ครับ มันก็ฟ้องว่า “เฮ้ย! เราเคยซื้อของถูกกว่านี้นะ..” ทั้งๆที่เดิมแต่ของแพงขึ้น จะว่าไปอะไรๆมันก็แพงขึ้นทั้งนั้น คิดแล้วก็เหนื่อยแทนเลยครับ … เฮ้อ… แพงขึ้นทุกวัน เราก็คงได้แค่ประหยัดที่สุดที่ทำได้และก็ใช้ของที่มีให้คุ้มค่าที่สุดหล่ะครับ ก็คงจะเกริ่นๆ เจ้า HandyShopper จนได้เห็นความสามารถดีๆของมันมาพอควรแล้วหน่ะครับ สุดท้ายก็ขึ้นกับว่าคนอื่นจะเห็นว่าเจ้า freeware เจ๋งๆตัวนี้ดีพอ ที่จะทำให้โหลดมันไปใช้รึป่าวหน่ะครับ ฮ่าๆ ^^
       ถ้าสนใจก็ link นี้ครับ <p>to the top <hr width="90%" size="1">
    Relate Link Tool <p> <p>   ที่จะใช้ในนี้จะเป็น version 1.2.0 ซึ่งการทำงานของ Relate นั้นจะเป็นการสร้าง link เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างชุด PIM ขึ้น ซึ่งจะเป็นโปรแกรม <ul>• Datebook หรือ Calendar
    • Address หรือ Contact
    • To Do หรือ Tasks
    • Memopad หรือ Memos </ul>   โดยเจ้า relate จะทำหน้าที่ตรวจสอบ database ของชุด PIM ทั้งหมดซึ่งจะตรวจสอบที่ database เก่าของชุด PIM นั่นก็คือ datebookDB, addressDB, TodoDB และ MemoDB นั่นเอง
       การทำงานของโปรแกรมนี้จะขึ้นอยู่ใน command bar เป็นรูปโซ่ครับ จะทำงานในเฉพาะโปรแกรมที่กำหนดไว้เท่านั้นครับ โดย default ก็จะเป็นโปรแกรมเดิมๆนั่นแหละครับ แต่ในกรณีที่ใช้ agendus, contact5 ก็สามารถกำหนดให้เรียกในโปรแกรมนั้นๆได้ครับ โดยเข้าไปในโปรแกรม Relate แล้วเลือก Set Preferences ครับ <p> <p>มีประโยชน์ยังไง?
       มันจะมีประโยชน์ในการเพิ่มรายละเอียดให้กับข้อมูลนั้นๆ เช่น อาจจะมี event นึงที่เป็นบอกถึงรายละเอียดในการโอนเงิน แต่เราก็ต้องการมี task เพื่อแสดงเตือนได้หลายๆวัน และต้องการตรวจสอบว่าได้โอนเงินหรือยัง ก็จะทำการสร้าง event ใน datebook และ task เพิ่มขึ้นมาหนึ่งตัว ดังนั้นเมื่อผ่านวันที่มี event นั้นไปเรายังไม่ได้ทำการโอน มันก็จะมีฟ้องใน task ว่ายังมีงานต้องทำอีกนะ แต่เมื่อเราต้องการอยากจะหาว่ารายละเอียดเป็นอย่างไรก็สามารถหาได้ง่ายๆโดยเรียก command bar ขึ้นมาจากนั้นก็กดโซ่ที่จะเป็นสีแดงเมื่อมี link อยู่เราก็จะสามารถรู้ได้ว่าเป็น event ของวันไหนและสามารถกดเข้าไปดูได้ทันที นับว่าเป็นความสะดวกมากๆครับ อีกทั้งเมื่อ purge task ไปแล้วก็ยังมีข้อมูลอ้างอิงอยู่ใน datebook อีกหน่ะครับ ซึ่งต่างกับการใส่ใน task ล้วนๆเพราะมันจะหายไปเมื่อทำงานนั้นเรียบร้อยครับ ^
    ^ <p> <p>   ดูแล้วจะเป็นโปรแกรมง่ายๆหล่ะครับ แต่ทำได้มีประสิทธิภาพสูงทีเดียวครับ
    ข้อเสียที่พบ
    - ไม่สามารถหา database อื่นได้
    - ใช้กับ Clie Organizer ไม่ได</p>

  • ปิด-เปิด Com อัตโนมัติ จริงๆก็แค่ Windows

    ด้วยความที่ทำ server เลยต้องทำงี้..ฮ่าๆ เอาเป็นว่าต้องอ้างอิงจากพี่ microsoft ก่อน trouble shooting อันนี้ Q317371 เลยทำให้ได้ความคิดที่จะจัดการเจ้า com เราให้มันปิด-เปิดเองซะเลย เพราะคงเปิดไว้ทั้งวันทุกวันไม่ไหว แหะๆ จริงๆก็เพราะเปลืองไฟ 555

    การปิดเครื่อง

    มาเริ่มต้นกันที่ปิดเครื่องก่อนดีกว่า.. เราต้องมาดูกันว่าจะทำ shortcut เพื่อ shutdown กันยังไง? จะต้องใช้คำสั่งนี้~

    __shutdown \\computername /l /a /r /t:xx "msg" /y /c__
    

    โดย แต่ละคำสั่งมีความหมายดังนี้

    • \computername: เอาไว้สั่งให้ตัวอื่นในเครือข่ายปิด ฮ่าๆ อันนี้เราคงไม่ได้ใช้
    • /l (ตัว “L” เล็กนะครับ): ใช้บอกว่าปิดเครื่องนี้แหละ.. ไม่ใช่เครื่องอื่น
    • /a: อันนี้แปลว่า abort! เอาไว้ใช้เวลาเจอ blaster กับ sasser ฮ่าๆ ..
    • /r: อันนี้คือ restart คือ ให้มัน restart แทนที่จะ shutdown
    • /t:xx: แปลว่า time นั้นเอง ไว้กำหนดเวลาเป็นหน่วยวินาที
    • “msg”: เป็น message บอกตอน shutdown ยาวที่สุดก็ 127 ตัวอักษร
    • /y: อันนี้เอาไว้บังคับขู่เข็ญเผื่อมีโปรแกรมเรื่องมากถามก่อนจะปิด ให้ตอบ yes (ปิดๆๆๆ ไปเหอะ)
    • /c: อันนี้โหดกว่าคือ สั่งปิดทุกโปรแกรมเลย ฮ่าๆ ซึ่งอาจจะทำให้อย่าง word ไม่ save อะไรเลยนั่นเอง.. ฮ่าๆ

    อืม ทดสอบได้ครับ เช่น จะต้องการให้ปิดเลย ก็จะใช้คำสั่งว่า “shutdown /l /t:00 /y /c” นั่นก็คือให้ปิดเครื่องนี้แหละ ปิดไปเลย ไม่ต้องสนใจว่าเปิดอะไรอยู่ ฮ่าๆ

    ปัญหาก็คืออันนี้เป็นคำสั่งของ Windows 2000 แฮะ ฮ่าๆ ถ้าเป็นสำหรับ Win Xp หล่ะก็จะมีความแตกต่างบ้างครับนี่ครับ (เริ่มขี้เกียจ หุหุ ก๊อปมาเลย)

    Usage: shutdown [-i | -l | -s | -r | -a] [-f] [-m \\computername] [-t xx] [-c "comment"] [-d up:xx:yy] 
        No args		Display this message (same as -?) 
        -i			 Display GUI interface, must be the first option 
        -l			 Log off (cannot be used with -m option) 
        -s                      Shutdown the computer 
        -r                      Shutdown and restart the computer 
        -a                      Abort a system shutdown 
        -m \\computername       Remote computer to shutdown/restart/abort  
        -t xx                   Set timeout for shutdown to xx seconds 
        -c "comment"            Shutdown comment (maximum of 127 characters) 
        -f                      Forces running applications to close without warning 
        -d [u][p]:xx:yy         The reason code for the shutdown 
                                u is the user code 
                                p is a planned shutdown code 
                                xx is the major reason code (positive integer less than 256) 
                                yy is the minor reason code (positive integer less than 65536) 
    
     

    จากนั้นก็มาดูในส่วนที่จะให้มันทำงานอัตโนมัติกันครับ เราจะใช้ Scheduled Tasks ที่มีใน windows นี่แหละครับ ให้เข้า Control Panel | Scheduled Tasks อยู่ครับ เมื่อเข้าไปแล้วเราก็จะมาสร้าง task ใหม่กันครับ แต่ปัญหาอย่างนึงก็คือ เราต้องสร้าง account ที่มี password ก่อนครับ จะเป็น Administrator หรือตัวที่ใช้กันทุกวันก็ได้ แต่สำคัญคือ จะใช้ account ที่ไม่มี password ไม่ได้ครับ มันจะไม่ run ให้เนื่องด้วยเหตุผลของความปลอดภัยค้าบบ

    เมื่อเข้าในโปรแกรมก็จะเพิ่ม task โดยกด add Scheduled Tasks ได้เลย ก็ click next ไปครับ

    • เมื่อมันให้เลือกโปรแกรมก็เข้าไปหาที่ c:\windows\system32\shutdown.exe ครับ
    • มันจะให้กำหนดครับ ว่าจะให้ทำงานอย่างไร ก็เลือกไปตามสะดวกครับ (จริงๆมันเปลี่ยนได้ครับ กดๆไปก่อนก็ได้)
     

    พอเรียบร้อยแล้วก็จะได้ task ขึ้นมาตัวนึงครับ ให้กด double click หรือ click ขวา properties ก็จะเข้าไปอีก windows นึงครับ แล้วจะเห็นที่ช่อง Run ให้ใส่คำสั่งตามต้องการเลยครับ

     

    ทุกครั้งที่มีการแก้ไขก็จำเป็นต้องกรอก password ของ account นั้นๆนะครับ เพื่อความปลอดภัย ฮ่าๆ แล้วเราก็สามารถเลือกเวลาให้มัน run task ได้ตามต้องการที่ tab “Schedule” ครับ ผมจะให้มันปิดตอนตี 1 45 นาที ก็ตั้งไว้ค้าบบ เท่านี้ก็เรียบร้อยในส่วนการปิดเครื่องแล้วครับ

    การเปิดเครื่อง

    อันนี้ต้องใช้ความสามารถของ board เองครับ ซึ่งจะต้องเข้าไปตั้งค่าใน BIOS โดยแต่ละเครื่องก็ไม่เหมือนกัน มันจะต่างกันอยู่ 2 แบบหน่ะครับ คือ BIOS ของ Award และ Phoenix ครับ ฮ่าๆ โดยการเข้าไปตั้งค่าให้กด del ตอน boot เครื่อง (อาจจะเป็นปุ่มอื่น ถ้าเป็นเครื่องมีสกุล อิอิ มียี่ห้อนั่นเองครับ) แล้วก็เข้าไปตามแต่ละหัวข้อ ดูว่าอันไหนจะมีหล่ะครับ ก็ตั้งค่าได้ตามชอบใจว่าจะให้เปิดเมื่อไหร่ครับ ^_^

    อย่างของผมเป็น Phoenix ก็จะเข้าได้ตามนี้ครับ

    • Power Management Setup > Wake up Events > Power-On by Alarm > แล้วก็กำหนดเวลาเอาครับ

    ของผมจะตั้งให้มันเปิดประมาณ 7 โมงครึ่งประมาณนี้หล่ะครับ ฮ่าๆ ได้พักประมาณ 6 ชม. อิอิ แค่นี้ก็เรียบร้อยครับ มันก็จะเปิดให้อัตโนมัติค้าบบ ส่วนของ Award ก็น่าจะคล้ายๆกันครับ ลองมั่วๆดูครับ ไม่ยากครับ

  • Tungsten|C

    Palm Tungsten|C – อดีต Flagship ที่ถูกลืม 30 July 2005 แล้วเสร็จจริงๆ ก็ 05 Aug 2005

    ด้วยความไม่ตั้งใจครับ ฮ่าๆ ก็ได้ T|C มาครับ ด้วยความที่ spec มันละม้ายคล้ายกับ T|T3 ที่คุ้นเคยสำหรับคนใช้ Palm ครับ ทั้งๆที่ T|T3 ใหม่กว่าพอสมควร แต่ผมเชื่อว่าน้อยคนนักที่จะเห็น T|C ตัวเป็นๆครับ เพราะก็มีน้อยรายครับที่ขายและซื้อรุ่นนี้ ก็คงเพราะหน้าตาของมันหล่ะครับ ค่อยข้างหนาและมี qwerty keyboard หรือ thumbpad นี่เองครับ แต่จริงๆแล้ว ผมว่าเจ้า thumbpad นี่มันช่วยทำให้เร็วขึ้นมากนะครับ ถ้าใช้บ่อยๆ จะกลายเป็นเร็วว่าเขียน graffiti ด้วยซ้ำครับ แต่ก็อย่างว่าครับ เราเป็นคนไทยเลยมีภาษาไทยด้วย ทำให้เจ้า thumbpad ตัวนี้ แทบจะเป็นตัวเกะกะไปทีเดียวหล่ะครับ ต่างกับ Treo650 ครับ ที่ออกมาแล้วมี Virtual Keyboard เพื่อให้ช่วยกดภาษาไทยได้สะดวกขึ้นหน่ะครับ (กลายเป็นว่าจุดเด่นไป -_-' แหะๆ ขอบ่นหน่อยครับ แล้วทำไมไม่รู้จักทำกับรุ่นก่อนๆน๊า~)

     
    web ของ Palm เค้าครับ #1 #2


       นั่นแหละครับ บ่นไปก่อน ฮ่าๆ ประเด็นจริงๆก็คือ T|C นี่เมื่อได้จับก็จะรู้ครับว่ามันพิเศษมากครับ แล้วเราจะมาดูกันทีละจุดครับ Flagship ของ Palm ซะอย่างมันต้องมีดีแน่-แน่ครับ เห็นกันชัดๆก็คือ wi-fi และ qwerty keyboard นี่แหละครับ ^_^


    Spec
       มาดูกันที่ spec ของเจ้า flagship สมัยปี 2003 กันครับ ไม่ผิดนะครับ Apr 2003 ครับ 2 ปีมาแล้วหน่ะครับ ออกมาก่อนเจ้า T|T3 ประมาณครึ่งปีหล่ะครับ แต่ spec เจ้า T|C นี่ไม่ได้ถือว่าโบราณแต่อย่างใดแม้กระทั่งทุกวันนี้ครับ นี่ก็เดือน July 2005 แล้วนะครับ แต่ผมเชื่อว่า T|C นี่น่าจะเป็น Palm ที่เร็วที่สุดในปัจจุบันเลยหล่ะครับ
       ดู spec ได้จากหน้า compare นะครับ (ฮ่าๆ ทำมาแล้วก็ใช้ให้มันเป็นประโยชน์หน่อยครับ จะได้ไม่ต้องแปะๆซ้ำๆอยู่ครับ)หรือถ้าดูไม่สะดวก, ต้องการเปรียบเทียบกับรุ่นอื่นด้วยก็ดูได้ตาม link นี้ครับ จะเทียบกันจริงๆก็ต้องเทียบกับ T|T3 หล่ะครับ คือทั้ง 2 ตัวนี้จะมีความแตกต่างกันแค่หน้าจอ Hi-res+ กับ keyboard และ bluetooth กับ wifi ครับ.. ก็คงต้องเลือกหล่ะครับ ว่าใครจะต้องการอะไรหล่ะครับ แต่คราวนี้เราไม่สน T|T3 ครับ ฮ่าๆ อ้อ.. ที่บอกว่ามันอัดเสียงไม่ได้ใน spec นั้นจริงๆ ก็สามารถอัดได้นะครับ แต่ต้องเสียบ headset นะครับแบบมี mic ด้วยก็จะสามารถอัดเสียงได้ครับ ถือว่าไม่สะดวกนักแต่ก็ ok ครับ อ้อ stereo jack เป็นขนาด 2.5mm นะครับดูจะลำบากไปนิดแต่ก็ใช้ของพวก nokia ได้เลยครับ อีกอย่างที่แปลกครับสำหรับ spec ของ palm ในช่วงนั้นคือ palm เค้าบอกถึงความจุบอก battery มาด้วยครับ 1,500 mAh เลยหล่ะครับ (ปกติจะบอกเป็นจำนวนวันหน่ะครับ ซึ่งฮ่าๆ ก็ไม่ค่อยจะตามจริงเท่าไหร่ก็พอมันมีเงื่อนไขต่างกับการใช้งานจริงไปหน่อยหน่ะครับ) ด้วยความจุที่มากทีเดียวหล่ะครับ ค่อยมาดูกันครับ ว่ามันจะแค่ไหนกันในส่วนต่อๆไปครับ
    <hr size="1" width="90%">
    Design & Material


       การออกแบบของ T|C นั้นมาดูเป็นจุดๆครับ มาดู First sight ครับ ด้านหน้า ด้านหลังและด้านข้าง เพื่อดูกันก่อนเพื่อประมาณถึงขนาดของมันกันครับ

       
       จะดูค่อนข้างไม่น่าประทับใจครับ ก็คงเพราะเข้า Keyboard กับความหนาของมันนะครับ ส่วน body ของตัว T|C นั้นเป็นพลาสติกครับ พลาสติกแบบเคลือบมันครับ
         
       แต่พอแกะดูแล้ว 55 ยังกะพลาสติกของเด็กเล่นที่แกะๆจากแบบหน่ะครับ แล้วมาประกอบหุ่นยนต์ หรือพวก tamiya สมัยเด็กๆเลยครับ แหะๆ ผมว่ามันดูไม่ค่อยน่าประทับใจเลยครับ แต่ที่ทำอย่างนี้ผมว่าคงเพราะเรื่องของน้ำหนักหล่ะครับ จะให้ตัวใหญ่แล้วยังหนักอยู่ก็คงไม่ไหวมั้งครับ (แต่ขอบ่นหน่อยครับ แกะยากเป็นบ้าเลยครับ มันต้องใช้แรงดึงเอา แหะๆ กลัวมันจะหักเอาหน่ะครับ แต่ถ้าคิดในมุมมองที่ไม่ได้จะแกะ ผมว่ามันทำให้ค่อนข้างชัวร์ว่าไม่มีหลุดกันง่ายๆ แม้น๊อตจะหลุดครบทั้ง 4 ตัวหล่ะครับ ปลอดภัย ฮ่าๆ คิดแง่ดีสุดๆนะเนี่ย~)
       
       ส่วนบนล่างก็จะมี Infrared, SD Slot, headphone jack ตามลำดับครับ เสียนิดนึงที่ jack เป็นขนาด 2.5mm หน่ะครับ ผมว่ามันไม่ค่อยมาตรฐานเลยแฮะ หาหูฟังยากไปหน่อยหน่ะครับ ฮ่าๆ (เอ..หรือมาตรฐานตัวเองน๊า) ส่วนข้างล่างก็แสดงให้เห็นว่าเป็น Universal Connector ที่รู้จักกันดีนี่เอง~
       ดูกันในส่วน Keyboard ต่อครับ
     
       น่าจะเรียกได้ว่าเป็นยุคที่ 2 ของการออกแบบ keyboard นะครับ ดูแล้วน่าจะเป็นการพัฒนาจาก Treo 270-300 (เอ จริงๆน่าจะเรียกว่า ก๊อปมามากกว่ามั้งครับ เพราะหน้าตาคล้ายกันมากๆ เพียงแค่ T|C จะดูแข็งๆกว่าหน่ะครับ นอกนั้นตำแหน่งแทบจะเหมือนกันเลยหน่ะครับ) ลักษณะดูไม่ค่อยจะมีอะไรน่าดึงดูดซักเท่าไหร่ครับ มาลองดูตำแหน่างชัดๆกันดีก่าครับ
     

       </center>   จะสังเกตได้ว่าการวางตัวของเจ้า keyboard นี้ ตัวปุ่มจะเรียบเท่ากันทุกปุ่มนะครับ แต่จะมีระยะห่างระหว่างปุ่มมากกว่าพวก treo อยู่นิดหน่อยหน่ะครับ ถ้าวางใกล้กว่านี้มีหวังกดทีได้มา 2-3 ตัวพร้อมกันหล่ะครับ ส่วน keyboard จะอยู่ในระดับเดียวกันทั้งแถวนะครับ จะมีปุ่มภาษาอังกฤษครบครับ ส่วนเลขก็ต้องกดปุ่มสีฟ้าเอาก่อนครับ และเลขจะเรียงกันเป็นแถวต่างกับพวก treo ซึ่งผมว่าแบบนี้ดูแล้วใช้งานลำบากกว่าพอสมควรครับ ส่วน 5-way navigator กับ 4 ปุ่มมาตรฐานนั้นจะอยู่ด้านล่าง จะสังเกตได้ในรูปสุดท้ายว่าเป็น slope พอสมควรเลยครับ ปุ่มเกือบทุกปุ่มตอบสนองการกดได้เป็นอย่างดีครับ กดง่ายครับ ที่ไม่ง่ายก็เพียงแค่ว่ามือใหญ่ไปหน่อยหล่ะครับ ต้องทำท่าจิ้ม (ด้วยนิ้วอื่นก็คงไม่แปลกครับ แต่นี่นิ้วโป้ง… ฮ๋าๆ) ซึ่งในการใช้งานแล้วไว้ค่อยว่ากันอีกทีครับ
       ความหนา
       เปรียบเทียบความหนา ฮ่าๆ ขอใช้รูปเดิมจาก T|E ดีกว่า..ฮ่าๆ

           
       ตามที่เห็นครับ อ้วนกลมที่สุดหล่ะครับ เลยไม่มีอะไรต้องบรรยายกันมากครับ รูปบ่งบอกได้ชัดเจนอยู่แล้วครับ
       Stylus
       stylus ของเจ้า T|C ก็ยังแบบดั้งเดิมครับ แบบต้องหมุนที่หัวครับ เพื่อมาจิ้ม reset ไม่ต่างกับของ T|E หล่ะครับ (ฮ่าๆ copy รูปมาอีกและ อิอิ) ซึ่งเป็นแบบที่ผมไม่ชอบเอาซะเลยครับ แต่เอาเข้าจริงๆมันมีข้อดีกว่าแบบพวก Tungsten|T อยู่อย่างครับ คือหัวพลาสติกมันจะเรียบ เนียนตลอดครับ เพราะว่าไม่มีโอกาสไปใช้ทำอะไรหน่ะครับ การจิ้ม reset ด้วยหัวปากกานั้นมีโอกาสทำให้ปลาย stylus นั้นเป็นรอย ไม่สม่ำเสมอ (ก็เพราะไปเกี่ยวกับ body ตอนจิ้มบ้างหล่ะ เสียดสีบ้างหล่ะ) จนอาจจะทำให้จอเป็นรอยได้ครับ
       
    ข้อดิ


       คือก็จะดูเหมือนประกอบได้ดีนะครับ แต่เมื่อมองดีๆจะมีจุดนึงครับ ผมไม่แน่ใจว่าเป็นอย่างงี้มาตั้งแต่แรกรึป่าวนะครับ เรียกได้ว่าน่าจะเป็นข้อเสียของ body พลาสติกเลยก็ว่าได้ครับ เพราะว่ามันจะมีการโก่งตัวนิดนึงหน่ะครับ แล้วก็จัดให้กลับเหมือนเดิมไม่ได้ซะด้วย แต่จริงๆก็ไม่ได้มีผลอะไรกับการใช้งานครับ เพราะถ้าไม่สังเกตก็ไม่น่าจะเห็นเลยหล่ะครับ

     

    <hr size="1" width="90%">
    built-in Software
       มาไล่กันที่โปรแกรมใน ROM ก่อนเลยครับ ดูซิมันมีอะไร
    <ul>• ชุด PIM เก่าครับ อันประกอบด้วย Datebook, Address, To do List, Memo Pad และ Notepad ครับ
    • Calc
    • Card info
    • Document to go v.5.003 (567)
    • Expense ก็ยังมีอยู่ครับ
    • Hotsync
    • Keyboard
    • Photos
    • Prefs


    • VersaMail v.2.5.1
    • VPN setup
    • Wi-Fi setup
    • Web
    • World Clock

    </ul>   ก็ไม่น้อยทีเดียวหล่ะครับ ก็คงจะเกือบๆเต็ม ROM เหมือนกันครับ ที่แตกต่างกับชาวบ้านเค้าก็คงเป็น Keyboard, VPN setup และ Wi-Fi setup หล่ะครับ โดยในชุด PIM เก่านั้นสามารถลงตัวชุด PIM ใหม่ในหน้า download ลงทับไปได้เลยครับ แต่อย่าลืมอ่าน readme ก่อนนะครับ ผมแนะนำให้ลงครับ เพราะว่ามันมีดีกว่าจริงๆครับ ไม่ได้เสียอะไรเลย เสียพื้นที่ใน RAM ไปนิดหน่อยแต่ก็คุ้มครับ เห็นชัดๆก็ memo เก็บได้จากเดิม 4kB เป็น 32kB หล่ะครับ แค่นี้ก็คุ้มแล้วครับ ^_^ จริงๆยังมีอีกหลายส่วน แต่น่าจะเขียนในเรื่อง T|E ไปเกือบหมดหน่ะครับ (แหะๆ ไม่แน่ใจว่าหมดรึป่าวหน่ะครับ ไว้ค่อยเขียนเป็นเรื่องใหม่โดยเฉพาะอีกที อิอิ) ส่วนโปรแกรมอย่าง Doc to go ที่ดูจะเก่าไปนิดสำหรับตอนนี้ก็ลงตัวใหม่ทับลงไปได้เลยครับ เพราะว่าการที่มี file ชื่อเดียวกัน creator เดียวกันใน RAM และ ROM นั้นเค้าจะดูที่ version เป็นหลักครับ อันไหนใหม่ก็ใช้อันนั้นครับ ส่วนโปรแกรมมาตรฐานอื่นๆนั้น อย่าง Calc Card info Hotsync Photo Prefs VersaMail World Clock จริงๆก็พอมีบางตัวที่มี version ใหม่หน่ะครับ แต่ก็ไม่มีความจำเป็นต้องหาตัวใหม่มาลงแต่อย่างใด เพราะยังไม่เห็นประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจนครับ อาจจะมีก็อย่างเอา MegaClock กับ Resco Viewer มาใช้แทนไปเลยประมาณนั้นแทนหน่ะครับ ส่วน Web นั้นไว้ค่อยว่ากันทีเดียวว่ามันคือ browser อะไรกันแน่ครับ
       ที่เราจะมาให้ความสนใจก็คงเป็นตัวที่แตกต่างจากเดิมหน่ะครับมาดูกันที่ Keyboard ก่อนครับ ตัวนี้จะเป็นตัวแนะนำการใช้งาน keyboard ตั้งแต่เริ่มพิมจนพวก shortcut วิธีใช้ที่น่ารู้ (แต่ไม่ค่อยมีคนสนใจ) หน่ะครับ แนะนำให้อ่านให้หมดครับ ไม่มากหรอกครับ ถ้าเป็นรุ่นอื่นก็ graffiti 2 ไงครับ ถ้าเปิดกันรึป่าวดีกว่า?? ฮ่าๆ ที่น่าสนใจอย่างนึงก็คือ มีการ remap keys ด้วยครับ

     
       จากที่มี keyboard ไม่ค่อยจะครบแล้ว แถมยังให้ตัวที่เราไม่ใช้อีก เราก็เปลี่ยนมันได้ครับ เพิ่มความสะดวกในการใช้งานพอสมควรทีเดียวครับ ซึ่จะเปลี่ยนได้ใน Prefs | keyboard ครับ


       สำหรับ VPN setup และ Wi-Fi setup นั้นก็เป็นการตั้งค่า User+password ไว้ใช้และเอาไว้หา hotspot และตั้งค่าเบื้องต้นหน่ะครับ ซึ่งผมว่ามันก็ไม่มีอะไรหน่ะครับ การใช้งาน Wi-Fi นั้นไม่ซับซ้อนอยู่แล้วแถมยังมาในรูปแบบ wizard ซึ่งก็เป็น step-by-step อยู่แล้วก็คงไม่พูดอะไรมากครับ ส่วนการใช้งานจริงก็ยังมี command bar ให้เรียก wifi preference ด้วยครับ ไว้ค่อยไปดูในหัวข้อการใช้งานจริงเลยครับ
       ที่เราจะมาดูกันน่าจะเป็นตรงนี้ครับ Web … browser ที่ติดสอยห้อยตามมากับ T|C ที่มี Wi-Fi มันคงต้องเป็น browser ที่น่าจะมีอะไรครับ หรือว่ามันควรจะเปลี่ยนเป็นอะไร ผมเอา WebPro 3.5 และ Xiino 3.4.1E เป็นคู่มวยนะครับ เพราะผมคุ้นเจ้าสองตัวนี้พอสมควร และคิดว่ามันน่าจะเหมาะที่สุดสำหรับเครื่องอื่นหล่ะครับ แต่นี่ T|C ครับ ฮ่าๆ มาดูกันว่าใครเหมาะกว่าใคร
    <ul>• Web - browser ตัวนี้มีชื่อเต็มๆว่า Web Browser v.2.0.1.1 ครับ…แตถ้ามาดูกันชัดๆครับ เข้า fileZ จะพบว่าเจ้า browser ตัวนี้มันมี creator “NF3P” … นั่นมันคือ NetFront นั่นเองครับ… ฮ่าๆ Netfront บน Palm ของ Palm inc. แปลกดีมากครับ น่าสนใจทีเดียวครับ ฮ่าๆ เอาเป็นว่า ขอเอา Netfront 3.1 มาร่วมแจมในการทดสอบ browser ครั้งนี้ด้วยครับ ^_^ ฮ่าๆ

       
    • Web Pro - ชื่อเต็มๆก็ PalmOne Web Pro v.3.5 ครับ เอามาจาก ROM ของ Zire72 ครับ ตัวนี้ประสิทธิภาพคงไม่เป็นรองใครครับ ตั้ง proxy, cache, รองรับ cookie และ javascript (ในกรณีที่ปิด proxy ครับ) แถมยังสามารถเปิด native html file ได้ซะด้วย gif animation ก็เปิดได้แถมขยับได้ อืม ผมว่าดูจะเป็น browser ที่น่าจะเก่งที่สุดของ palm หน่ะครับ แต่เก่งที่สุดก็ไม่ต้องเหมาะที่สุดนี่นา ฮ่าๆ แนะนำตัวกันนานพอดูครับ ไว้ค่อยไปดูตอนใช้งานดีกว่าครับ
     
    • Xiino v.3.4.1E - ตัวนี้ดูจะเก่งน้อยที่สุดครับ แต่ก็ใช้งาน cookie, script (ถึงแม้จะ hang บ้าง), proxy, save web page ไว้ก็ได้ครับ แต่ว่าจะไม่ใช่ในรูป html เหมือน Web Pro ครับ มันอ่านได้ตัวเดียวครับ และก็อ่าน native file ไม่ได้ครับ แต่ความเจ๋งของมันคือ การใช้งานที่รองรับ 5-way มากที่สุด พร้อมทั้งทำงานได้รวดเร็วดีมากๆ แถมยังจะประหยัดเงินค่า net ได้ดีเพราะมีการ cache ได้เป็นระบบดีมากครับ ดูจะยกหางพอตัวครับ ฮ่าๆ สำหรับตัวนี้
     
    </ul>   คราวนี้มาลองเปิดหน้าสำหรับ pda กันนะครับ จะเปิดทั้งหน้า topic และข่าวซักข่าวครับ เพื่อดุประสิทธิภาพในการตัดคำ ทั้งหมดจะตั้งค่าให้เหมือนกันมากที่สุดนะครับ แล้วจะมาดูกันด้วยว่า ภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน อะไรจะทำได้ดีที่สุด และเร็วที่สุดครับ โดยจะเป็นการเปิด channel siamsport นะครับ ส่วนอีกบททดสอบคือเปิดหน้า web ปกติครับ โดยจะใช้หน้า yahoo.com นี่แหละครับ เป็นตัวทดสอบครับ ..แล้วก็จะมาดูกันว่าแต่ละตัวทำได้อย่างไรบ้างครับ

    Web
       มาเริ่มต้นที่เปิด channel siamsport เลยครับ หลังจากที่ลง overlay ของ thaiHack เรียบร้อยแล้ว
     

     </center>   กลับพบว่าหน้ารวมแสดงได้ถูกต้องแต่หน้าข่าวกลับแสดงอะไรไม่ได้เลย ผมไม่แน่ใจเหมือนกันนะครับ ว่าเป็นเพราะอะไรน่าจะเป็นเพราะ code ด้วยหล่ะครับ เอ.แต่ผมทำอะไรไม่มาตรฐานเหรอเนี่ย งง เหมือนกันครับ แต่ก็ไม่ได้คิดจะแก้อะไร ฮ่า-ฮ่า เลยมาดูกันต่อหน้า Yahoo! ดีกว่าครับ อ้อ..เกือบลืมครับ หน้าแรกแสดงให้เห็นว่ามันไม่รองรับ .png ด้วยหล่ะครับ.. อืม…เลยไม่น่าใช้ไปข้อนึงแล้วหล่ะครับ

       
       พอมาเปิด Yahoo! ก็ตกใจครับ เหมือนกับว่าเจ้า Web นี่ไม่ได้รองรับ tag ต่างๆใน Yahoo! เลยครับ ทำให้เกิดภาพทับซ้อนกันตลอดครับ น่าจะเป็นตัวบ่งบอกว่ามันเก่าไปพอสมควรแล้วจริงๆครับ แต่แค่เปิดให้ดูมันก็จะดูอะไรเนี่ย แค่เนี่ยเราเลยจัดการเก็บข้อมูลมาครับว่า browser แต่ละตัวจะต้อง download ข้อมูลมาเท่ากันมั้ย แล้วค่อยมาเปรียบเทียบกันครับ
       สำหรับ Web แล้วเมื่อตั้งค่าต่างๆจะได้ผลดังนี้ครับ
    <ul>Image: On –> 103.5kB
    Image: Off –> 57.1kB ครับ
    </ul>Netfront
       สำหรับ Netfront 3.1 ดูจะเป็นตัวออกมาช่วยกู้หน้าให้รุ่นพี่ครับ … ลองมาดูกันครับ เจ้า netfront ตัวนี้สามารถเลือก mode การแสดงได้มากจริงๆครับแต่ละ mode ก็จะแสดงแตกต่างกันไปครับ ซึ่งใน mode ให้มันอยู่ในหน้าเดียวไม่ต้องเลื่อนซ้าย-ขวานั้นก็ทำได้จริงๆครับ แต่ติหน่อยก็ตรง font เล็กมากกกไปรึป่าวครับเนี่ย แถมการใช้งานจะต้องใช้ stylus หรือนิ้วจิ้มเอาอย่างเดียวครับ
     

         </center>   ถือว่าผ่านหล่ะครับ สำหรับการแสดงผลหน้านี้ครับ เพียงแค่ถ้าแก่ตัวขึ้นก็ฮ่าๆ ไม่ไหวมั้งครับ สายตาเสียหมด

           
       มาดูกันที่เปิดหน้า Yahoo! ครับมีหลาย mode ทีเดียวครับ การแสดงใกล้เคียงกับ desktop มากครับ เรียกได้ว่าแสดงรายละเอียดได้ดี การจัดหน้าก็เหมือนบน desktop เลยครับ ส่วนถ้าหากปรับ mode เป็นให้แสดงในหน้าเดียวนั้น ก็ยังสามารถทำการบีบรูป+link ต่างๆเข้ามาได้ภายในจอเดียวโดยที่ไม่ต้องเลื่อนซ้าย-ขวาได้ดีจริงๆครับ ถือว่าค่อนข้างประทับใจทีเดียวครับ ..แต่ปัญหาคือมันเป็นของ Sony Clie ครับ ฮ่าๆ T|C ได้แต่เชยชมครับ อย่างว่าหล่ะครับข้อเสียคือ font มันเล็กครับ… อิอิ
       สำหรับการแสดง web page มีระดับคุณภาพของภาพที่ได้อยู่ 3 ระดับหล่ะครับ ซึ่งเมื่อทดสอบก็พอว่าแปลกมากครับ ทั้ง Low, Mid, High กลับได้ภาพที่ไม่ต่างกันแถมยังดึงข้อมูลไปเพียง 37.804 kB เท่ากันเท่านั้นหล่ะครับ ถือว่าน้อยมากครับ เมื่อเทียบคุณภาพที่ได้และเทียบกับ Web ครับ

    Web Pro
       คราวนี้ถึงตัวชูโรงของ Palm บ้างครับ หลังจากหลงไป Clie จนแทบลืมว่าบทความนี้เป็นของ T|C หล่ะครับ ฮ่าๆ ไม่มากความก็ลองเปิดดูเลยครับ มีทั้ง Handheld view, normal view และ mini view ครับ ที่จะเปิดในหน้าข่าวจะเป็นเพียง 2 อย่างแรกครับ ซึ่งจะต่างกันที่การสนใจใน tag ย่อยๆต่างกันครับ
       

       </center>   ในกรณีของ Handheld view ก็จะไม่แสดง background หล่ะครับ แต่ถ้าเป็น Normal view ก็จะแสดงครบถ้วนตาม browser บน desktop เลยหล่ะครับ แต่ก็สงสัยนะครับ ว่าทำไมบาง tag ที่หายบน handheld view มีอะไรบ้างหน่ะครับ ไว้ค่อยเป็นการบ้านละกันครับ แต่ที่แน่ๆก็ bgcolor=””, < br > หล่ะครับ

           
       สำหรับ Yahoo! ถึงแม้จะดูไม่ค่อยเหมือนจริง เพราะขนาดของ font ไม่ได้เปลี่ยนไปตาม tag ที่กำหนดอย่างใน Netfront แต่ผมกลับว่าทำให้ดูง่ายขึ้นเยอะไม่ต้องไปเพ่งครับ ฮ่าๆ โดยรวมก็ถือว่าดีทีเดียวครับ ถึงแม้จะสู้ netfront ไม่ได้ก็ตามครับ อ้อ แต่ทีเด็ดอยู่ที่ mini view ครับ จะเห็นได้ว่าในรูปเป็นโหมด Full screen ซะด้วยครับ ทำให้การแสดงผลกว้างขึ้นแถม zoom ได้ง่ายเพียงแค่จิ้มที่บริเวณที่ต้องการจะดูก็สามารถเข้าไปดูได้อย่างรวดเร็วครับ แถมชัดเจนเปลียน~
       ส่วนการใช้งานก็ยังเหมือนเดิมครับ จะใช้การทำงานของ 5-way ไม่ได้อยู่ดีหน่ะครับ ยังต้องพึ่งนิ้วและ stylus ในการจิ้มแต่ละ link อยู่ครับ
       โดยเจ้า Web Pro นี่ใช้อัตราการ download ข้อมูลเพื่อแสดงผลลดหลั่นกันตามคุณภาพหล่ะครับ (ซึ่งผมยังแทบมองไม่เห็นหล่ะครับ ระหว่า Best กับ Low Quality คงต้องให้ไปเปรียบเทียบกับภาพ jpg มั้งครับถึงจะเห็นความแตกต่างหน่ะครับ)
    <ul>• Best Quality: —> 120.5kB
    • High Quality: —> 95.3kB


    • Normal Quality: —> 105.48kB << อันนี้ผมก็ไม่แน่ใจหล่ะครับ เพียงแค่ลองยังไงก็ได้ยังไงได้ตลอดเท่านี้ตลอดครับ
    • Low Quality: —> สำหรับอันนี้ผมลองดูไม่เห็นจะมีอะไรแตกต่างแบบเห็นได้ชัดเลยหน่ะครับ แต่กลับดึงข้อมูลเพียงแค่ 58.5 kB ครับ
    • No Image —> ก็เป็นการแสดงเพียงแค่ txt อย่างเดียว ฮ่าๆ 30.8kB นับว่าน้อยที่สุดเลยหล่ะครับ
    </ul>มีทีติที่นึงครับคือรูป png transparent ด้านบน (channel siamsport!)ไม่ยอมแสดงบน background ครับ ทำให้หลังรูปเป็นพื้นขาวดูแล้วขัดตาพอสมควรครับ

    Xiino
       ตัวสุดท้ายเป็นตัวที่ภูมิใจเสนอครับ ไม่ได้ดีเด่นไปกว่าใครครับ แต่ก็มีอะไรให้น่าสนใจและติดตามพอตัวครับ มาเริ่มจากการเปิดหน้าข่าวเลยดีกว่าครับ


       
       จะเห็นได้ว่าแสดงได้คล้ายๆกับ WebPro คือการจัดรูปให้อยู่ในหน้าเดียวไม่ต้องเลื่อนซ้าย-ขวาทำได้ดี แต่การตัดคำยังเป็นตัดตามตัวอักษรครับ มาดูกันต่อในส่วนการเปิด yahoo!
         
       Xiino จะต่างกับตัวอื่นนะครับ โดยจะไม่มีให้เลือกรูปแบบการแสดง ทำได้อย่างเดียวครับ แต่ว่าจะปรับ image quality ได้ 3 ระดับดังรูปครับ แต่ละแบบก็จะดึงข้อมูลต่างกันพอสมควรครับ
    <ul>• Best: —> 160.5kB
    • Preview: —> 19.678kB
    • Text Only: —> 14.436kB
    </ul>   จะเห็นได้ว่า Xiino ทำได้ดีที่สุดเมื่อใช้ mode preview และ text only ครับ แต่ถ้าเป็น Best แล้ว Xiino ก็จะสูบข้อมูลมากกว่าชาวบ้านทีเดียวหล่ะครับ แต่ที่สำคัญเจ้า Xiino นี่ใช้ 5-way ได้ดีทีเดียวครับ คือ กดขึ้น-ลงจะเป็นการเปลี่ยนหน้าครับ แต่ถ้าซ้าย-ขวาจะเป็นการ scroll หน้าทีละบรรทัดครับ หรือถ้ามี link ก็จะเลื่อนไปตาม link ครับ ผมว่าเจ๋งมากครับ แล้วเวลาเข้าก็จะกดปุ่มที่ 5-way ได้เลย ยิ่งถ้าเป็น clie จะมีปุ่ม back ด้วยก็จะสามารถ back ได้อย่างสะดวกเลยหล่ะครับ เรียกได้ว่าเป็น browser ที่สนใจการใช้แบบมือเดียวที่ดีทีเดียวครับ อย่าลืมไว้พิจารณาละกันครับ


       มาสรุปกันดีกว่าครับ อันนี้เป็นการทดสอบผ่าน wifi ทั้งหมดครับ เลยไม่อยากจะวัดเวลาเพราะว่าเปิดแล้วก็มา เปิดแล้วก็มาเกือบทุก browser ครับ แต่ที่เห็นว่าแปลกสุดก็ NetFront 3.1 นี่แหละครับ ถึงแม้จะลงใน T|C ไม่ได้แต่กลับกลายเป็นว่าแสดงภาพได้ดีที่สุด และ download ข้อมูลน้อยที่สุดด้วยครับ ^_^ ยังไงก็ลองเลือกกันดูครับ ว่าชอบอันไหนก็ใช้อันนั้นหล่ะครับ ผมเก็บไว้ทั้ง 3 ตัวเลยหล่ะครับ ใส่ใน card ได้ครับ ฮ่าๆ แล้วแต่โอกาสว่าจะใช้อันไหนครับ
    <hr size="1" width="90%">
    การใช้งานจริง
       หลังจากได้ลองใช้งานอยู่พักนึงครับ ก็พอจะสรุปได้ประมาณนี้ครับ
       qwerty keyboard, การวางตำแหน่งของ 5-way navi และ 4 ปุ่มมาตรฐาน
       จากการลองอ่านวิธีการใช้งานก็จะพบได้ว่า การตอบพวกคำถามต่างๆที่ต้องกด Yes/No ก็กดผ่าน Keyboard ได้หมดหน่ะครับ คือ ผมจะลองใช้งานแบบใช้ stylus น้อยที่สุดหน่ะครับ ส่วนวิธีกดก็
    <ul>• ปุ่มฟ้า + enter –> yes
    • ปุ่มฟ้า + backspace –> no, cancel
    • ปุ่มกลางของ 5-way navi –> OK, Done


    • ปุ่มฟ้า + ขึ้น, ลง, ซ้าย, ขวา –> เหมือนๆ tap ไปแต่ละ field ครับ
    • กดตัวอักษรค้าง จะได้เป็นตัวใหญ่ครับ
    </ul>ผมว่ามันก็ยังขาดไม่ได้ต่างกับพวก treo ที่การใช้งาน 5-way จะทำได้ดีกว่าพอสมควรครับเพราะว่าใช้ในการเลือกปุ่มได้ด้วย เลยทำให้เจ้า T|C นี้มียังใช้งานจริงๆน้อยหน่ะครับ สะดวกเพียงแค่การ input ภาษาอังกฤษเท่านั้นหน่ะครับ ที่บอกอย่างนี้เพราะว่าแค่ใส่ตัวอักษรปนกับตัวเลขยังดูลำบากพอสมควรครับ น่าจะมีวิธีทีดีกว่านี้หน่ะครับ หรือวางตำแหน่งให้กดสะดวกนี้ ผมยังว่าเขียน graffiti ยังง่ายกว่าก็ตรงที่ตัวเลขนี่หล่ะครับ ยิ่งลองใช้งานด้วยมือเดียวนั้นจะทำให้พบความลำบากอย่างแรงหน่ะครับ เลยจำเป็นต้องใช้ 2 มือในการ input ครับ แต่ถ้าพวก treo เท่าที่ผมได้ลอง (นิดเดียวจริงๆแฮะ) ขนาดของมันจะเล็กว่าพอสมควร ทำให้มือเดียว (จริงๆก็นิ้วโป้งนิ้วเดียว) ครอบคลุมเจ้า keyboard ได้ดีกว่า ไม่เมื่อยเท่าเจ้า T|C หล่ะครับ

       
       นี่ครับ ถ้าเป็นการใช้งานมือเดียวจะพบปัญหาว่า ต้องใช้ นิ้วโป้งกระจายจนทั่วหล่ะครับ ทำให้ต้องจับมันลึกขึ้น..สุดท้ายก็คือ ตำแหน่งที่ใกล้ที่สุด และใช้บ่อยอย่างปุ่มสีฟ้าจะทำให้ต้องหดนิ้วมากด ซึ่งดูแล้วไม่ค่อยจะสบายในการใช้เลยตจริงๆครับ ซ้ำร้ายกว่านั้นการวางดำแหน่ง 5-way navi กับปุ่มทั้ง 4 ยังอยู่ล่างมากๆเลยครับ แถมเป็น slope ให้กดยากขึ้นเมื่อใช้มือเดียวอีกต่างหากครับ คงเพราะน่าจะเป็นการออกแบบให้ใช้ 2 มือละมั้งครับ ดูจากรูปจะเห็นได้ว่าถ้าจะกดปุ่ม 5-way navi ให้ถนัดจะต้องเลื่อน T|C ขึ้น ซึ่งจะทำให้เวลาจะกดปุ่มตัวอักษรต่างๆก็ต้องเลื่อน T|C ขึ้นๆลงๆด้วยหน่ะครับ แหะๆ ไม่สะดวกในการใช้มือเดียวอย่างแรงครับ
     
       เลยวิธีที่น่าจะดีที่สุดคือ จับมัน 2 มือเลยจิ้มเลยครับ ฮ่าๆ ดูจะเป็นวิธีที่ใช้ได้ดีที่สุด เลยกลายเป็นว่าเวลาจะพิมอะไรก็ค่อยจับอย่างนี้เลยครับ ส่วนเวลาใช้ปกติก็ต้องจับมือเดียวคุมแค่ 5-way navi หน่ะครับ ผมเลยยังไม่เข้าใจว่าการที่ทำ slope มันจะช่วยให้จับสะดวกขึ้นเหรอ? หรือเพียงแค่เป็นการออกแบบให้มันดูมนขึ้น เพื่อให้ดูสวยขึ้น หรือเล็กลงเท่านั้นเหรอ?? มาคิดอย่างนี้การวางตัวของ 5-way + ปุ่มทั้ง 4 น่าจะวางด้านบนเหมือนพวก treo น่าจะทำให้สะดวก และเหมาะสมกว่าเป็นกองหล่ะครับ ^_^”

       ความเร็วในการใช้งาน
       ในเรื่องของความเร็วแล้วผมกล้าบอกได้เลยว่า รุ่นนี้เป็นรุ่นนึงที่มีความเร็วไม่เป็นรองใครแน่ๆครับ แม้จะไม่ใหม่ แต่ความเร็วระดับนี้จะ zire72 t|t3 หรือรุ่นใหม่ๆ (เอ.. หรือมันเริ่มช้าลงน๊าา) ก็แพ้ๆแน่ๆครับ ไม่ได้มีตัว benchmark ใดๆครับ เพียงแค่รู้สึกได้จากการใช้งานเลยหล่ะครับ ฮ่าๆ ด้วย CPU ระดับ 400MHz มาใช้กับ Palm ในสมัยที่ยังมีการใช้ CPU ระดับ 1xx MHz อยู่ในตลาดไม่ใช่น้อยก็น่าจะบอกได้หน่ะครับ ว่าความแตกต่างมันจะมากเพียงใด จริงๆก็จะมาเทียบกับสมัยนี้ไม่ได้หรอกครับ เพราะว่า OS ใหม่ขึ้น ก็ต้องการ resource มากขึ้น จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันความเร็วระดับ 300-400 MHz ก็คือมาตรฐานอยู่แล้วหน่ะครับ สังเกตกันง่ายๆครับ เวลาในการ hotsync ผมลองเทียบกับ T|T2 นะครับ (แหะๆ ของ Palm มีอยู่แค่นี้แล้วหล่ะครับ) ใช้ conduit เท่ากันเลยครับ โดยมีตัวนานๆก็ Doc to go, SplashMoney, Screenshot ผมจะจัดการ sync ประมาณ 5 รอบนะครับ แล้วจะเอาค่าที่ได้จาก 3 ครั้งหลังครับ ที่ทำอย่างนี้เพราะว่าข้อมูลไม่ได้เท่ากันจริงๆหน่ะครับเลยต้องเอาเวลาในขณะที่ข้อมูลในเครื่อง Palm และ PC เท่าๆกันอยู่แล้วดังนั้นเลยเป็นการเปรียบเทียบความเร็วของ Palm ในการเปรียบเทียบข้อมูลในการ sync ล้วนๆครับ
          สำหรับ T|T2 : 13.46s, 11.86s, 12.89s เฉลี่ยก็จะได้ 12.74s ครับ
          สำหรับ T|C : 7.72s, 7.63s, 7.46s เฉลี่ยก็จะได้ 7.60s เท่านั้นครับ
       นี่แค่ hotsync นะครับ ถ้าเป็นการ soft reset นั้นจะใช้เวลาเพียงแค่ 3 วินาทีกว่าๆเท่านั้นเองครับ ต่างกับ T|T2 ที่ใช้เวลากว่า 11 วินาทีเลยหล่ะครับ ส่วนที่เห็นกันชัดๆคือ การเขียน shortcut dts ครับ คือใช้ๆอยู่แล้วพอเขียนก็ตกใจครับ แบบว่าเขียน dts เสร็จ วันเวลา ก็มาแบบว่าไม่ได้ขึ้นมาทีละตัวเลยครับ มาทีเดียวเกือบครบชุดเลย.. งงครับ แบบว่าที่เห็นจริงๆ ว่ามีการเพิ่มขึ้นทีละตัวหน่ะครับก็แค่ตรงปีไปจนถึงเวลาหล่ะครับ ถ้าเป็นเครื่องรุ่นอื่นนี่เห็นชัดๆหล่ะครับ ว่าค่อยๆเพิ่มทีละตัวครับ จริงๆก็ไม่ได้จะเทียบกับ T|T2 หรอกครับ เพราะว่ายังไงมันก็เร็วกว่าอยู่แล้วหน่ะครับ เพียงแค่จะบอกว่า T|C เนี่ยมีประสิทธิภาพเหลือเฟือจริงๆครับ และมันสร้างความแตกต่างได้จริงๆครับ



       Battery!: จะนำเสนอในการทดสอบก่อนครับ แล้วจะทึ่งในประสิทธิภาพ:อายุการใช้งานของ battery ของ T|C ครับ การทดสอบนั้นจะใช้ Rundown ในการบันทึกข้อมูลทั้งหมดนะครับ
    <ul>• การทดสอบแรก PowerOn Testing ครับ จะมีการใช้งานเรื่อยๆครับ ไม่ได้หนักอะไร ไม่มีการเล่นเกมครับ จะตั้งค่าต่างๆ ไว้ดังนี้ครับ:
    Brightness: Lowest (สำหรับ T|C แล้วผมว่ามันไม่ได้มืดเลยหล่ะครับ)
    Beam Receive: on
    WiFi: Off

     
    • การทดสอบต่อมา Wifi Testing ครับ จะทำการเปิด web ใน Xiino ไว้ตลอดครับ โดยที่จะตั้งที่ web page ไว้เป็น refresh ทุกๆ 1 นาที 30 วิ (เอาให้เต็มที่ครับ คิดว่าคงไม่มีใคร refresh ได้บ่อยกว่านี้แล้วหล่ะครับ เวลาใช้งานจริง) จะตั้งค่าต่างๆ ไว้ดังนี้ครับ:
    Brightness: Lowest
    Beam Receive: on


    WiFi: On

     
       ส่วนที่มีจังหว่ะกระโดดขึ้นในช่วง 2 ชม. กว่าๆ และเกือบๆ 3 ชม. นั้นคือผมออกจาก Xiino แล้วเข้ามาตรวจสอบ battery ใน Rundown ครับ ทำให้โหลดข้อมูลไม่ได้ต่อเนื่อง แต่ก็ไม่ได้ปิด Wifi แต่อย่างใดครับ หลังจากดูประมาณ 4-5 นาทีก็กลับเข้า Xiino ใหม่แล้วเข้าหน้าเดิมตลอดครับ
    • สุดท้ายเป็นการใช้จริงๆครับ: เท่าที่ได้ใช้ดูโดยใช้เล่นเกมบ้าง wifi ค่อนข้างน้อยครับ นอกนั้นก็เป็นการใช้งานในส่วนชุดโปรแกรม PIM ครับ จะใช้ได้ถึงประมาณ 3 วันโดยที่ไม่ต้องมีการ charge แต่อย่างใดครับ
    </ul>   จะเห็นได้ว่า การเปิดตลอดได้ถึง 9 ชม. นั้นไม่ใช่ธรรมดาเลยหล่ะครับ ส่วนการใช้ Wifi นั้นผมว่าผมค่อนข้างทดสอบให้มันหนักพอสมควรนะครับ ยังทำได้ประมาณ 4 ชม. เลยหล่ะครับ ส่วนการใช้จริงนั้นไม่ต้องพูดถึงครับ ฮ่าๆ อยู่ได้อย่างสบายใจเลยหล่ะครับ เล่นกันเกือบลืม charge กันไปเลยครับ ถ้าเป็นรุ่นประสิทธิภาพพอๆกันอย่าง T|T3 นั้นไม่มีทางจะเทียบได้จริงๆครับ ในเรื่องนี้~ ผมว่าตั้งแต่ OS5 มานี่นับว่า T|C ไม่เป็นรองใครในเรื่องพลังงานแน่เลยครับ (เอ.. คงแค่ palm มั้งครับ เพราะดูเหมือนว่าที่จะอึดกว่าก็จะเป็น TH55 หล่ะครับ แต่เจ้า TH55 นี่ถ้าเทียบความเร็วกับ T|C ก็คงประมาณกระต่ายกับเต่าหล่ะครับ แหะ-แหะ) คงเพราะอานิสสงค์ของ battery ขนาดมหึมาอย่าง 1,500 mAh หล่ะครับ นับว่าจัดการเรื่องพลังงานได้ดีเยี่ยมเลยหล่ะครับ ^^ ขนาดนี่ยังไม่ได้คิดถึงปัจจัยเรื่องอายุการใช้งานของ battery ที่ใช้งานมาตั้งปีนึงเต็มๆเลยนะครับ

       Wifi
       สำหรับการใช้ Wifi หลังจากงงๆอยู่หลายวัน ว่าทำไม๊-ทำไมมันต้องตั้งค่าใน Prefs. อย่างเดียว ซึ่งผมว่ามันค่อนข้างลำบากทีเดียวก็พบว่า ทางที่สะดวกที่สุดคือการเรียก command bar (ก็แค่กดปุ่มใน thumbpad หล่ะครับ) แล้วมันก็จะมี icon wifi ให้ทันทีครับ
     
       จาก command bar นี้สามารถบอกได้ถึง Signal strength ขณะใช้งานและบอกได้ว่าปิดหรือเปิดอยู่ด้วยครับ เมื่อเข้าไปจะพบกับ status ค่อนข้างละเอียดครับ และปุ่มเพื่อเข้าไปตั้งค่าใน Pref และ VPN ครับ จะเพิ่ม user+password ก็ทำได้เร็วพอสมควรครับ ซึ่งผมว่าเสียอยู่นิดนึงก็ตรงที่ไม่สามารถปิด-เปิดได้จากหน้า status ตรงนี้เลยหน่ะครับ ถ้าทำได้คงจะถือว่าสะดวกมากทีเดียวครับ
         
       ส่วนการ connect นั้นมันจะไล่ๆ access point ตามที่เคยรู้จักไปเรื่อยๆครับ ซึ่งถ้าเคยใช้ที่นั้นแล้ว ใส่ user+password ไว้แล้วมันจะจัดการให้ auto ทั้งหมดครับ แต่ถ้ามีเยอะเกินก็จะใช้เวลาบ้างหล่ะครับ ส่วนสัญญาณนั้นผมไม่รู้จะเทียบกับอะไรหน่ะครับคงได้เพียงแค่ TH55 ครับ ผมว่าก็พอๆกัน แต่ดู T|C จะเร็วกว่าซึ่งจริงๆแล้วปัจจัยไม่น่าจะอยู่ที่ wifi อย่างเดียวน่าจะอยู่ที่ CPU ด้วยหล่ะครับกรณีนี้ เมื่อทดสอบโดยอยู่คนละห้องกันนะครับ มีผนังกั้นประมาณ 3 ชั้น สัญญาณก็จะมีระดับประมาณ 40% ครับ แต่ก็เปิดดูหน้า web ได้อย่างไม่มีความรู้สึกอืดหล่ะครับ ^
    ^

    <hr size="1" width="90%">


    ข้อเสียที่พบ: นั่นแหละครับ ถ้าไม่มีข้อเสียเลย มันก็คงเป็นรุ่นนึงที่ขายดีมากๆแล้วหล่ะครับ ด้วยประสิทธิภาพของมันแล้ว ทุกวันนี้ยังถือว่าดีมากๆอยู่เลยครับ
       • build-in keyboard - อันนี้เป็นประเด็นหลักเลยหล่ะครับ เพราะว่าคนส่วนใหญ่ เอ.. เอาเป็นว่าคนไทยละกันครับ เพราะผมว่า keyboard มันจะใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่ หากไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษ (ซึ่งมันมีปุ่มครบถ้วน) เป็นภาษาหลักหล่ะครับ ทำได้การ input ภาษาไทยยังต้องพึ่งการเขียนบนหน้าจออยู่ดีครับ และประกอบกับมันทำให้หน้าตาดูไม่ค่อยถูกใจคนส่วนใหญ่นักด้วยหล่ะครับเลย กลายเป็น Palm ที่แทบจะถูกลืมไปเลยหล่ะครับ ถามว่าตัวไหน Tungsten W ตัวไหน Tungsten C อาจจะยังมีการตอบสับสนได้เลยครับ ฮ่าๆ
       • Digitizer - อันนี้ผมไม่แน่ใจว่ามันเป็นอย่างนี้ตลอดรึป่าวหน่ะครับ เพราะได้มาก็เป็นมือสองนี่นา ฮ่าๆ มันจะเหมือน T|T2 ในส่วนล่างหน่ะครับ ตอนหดหน่ะครับ มันจะทำให้จิ้มหน้าจอไม่ได้จากขอบจอด้านล่างประมาณ 2-3 mm หน่ะครับ ทำให้การกดปุ่มหรือเปลียนภาษาบนจอนั้นต้องกดบนๆของปุ่มเอาครับแล้วจะติด ฮ่าๆ นอกนั้นก็ไม่เป็นปัญหาครับ เพราะว่าการใช้ thumbpad ก็สามารถทดแทนการกดปุ่มต่างๆได้พอสมควรหล่ะครับ

     
       นี่ครับ เลยทดสอบให้ดูว่าจุดที่เขียนไม่ได้ หรือจอไม่รับเลยหน่ะ อยู่ด้านล่างหน่ะครับ ทำให้ปุ่มด้านล่างจะมีโอกาสติดเพียงแค่ด้านบนเท่านั้นหน่ะครับ ^^”
       อีกเรื่องคือ ปัญหาสำคัญสำหรับ Palm จากค่าย Palm inc. ก็คือเรื่องหน้าจอมีเสียงนะครับ ผมว่ารุ่นนี้หน่ะ เป็นรุ่นที่เสียงค่อนข้างเบาครับ คือก็แทบไม่ได้ยินอะไรเลยครับ เพียงแค่ถ้าเอาหูแนบก็จะได้ยินครับ ผมถือว่า ผ่านครับ เพราะใช้จริงก็ไม่รู้สึกหล่ะครับ ^
    ^
    <hr size="1" width="90%">
    บทสรุป Palm Tungsten|C


       สำหรับ T|C ซึ่งเป็นถึง Flagship ตัวนึงหน่ะครับ ผมมาจับมันตอนที่มันแทบจะตกยุคไปแล้ว แต่มันกลับทำให้ต้องมีเขียนเลยหล่ะครับ เพราะว่ามันมีดีมากๆครับ เรียกได้ว่าทำได้ดีซะจนตกใจครับ แถม memory ขนาดใหญ่โต ฮ่าๆ กับราคามือสองที่ซื้อ SD ซัก 256MB อีกตัวยังซื้อ T|T3 Zire72 ไม่ได้เลยครับ ฮ่า ผมว่ามันคุ้มมากๆครับ แถม wifi ก็ใช้ได้ทีเดียวครับ เร็วดีจนเกือบลืมว่า bluetooth ก็ share net ได้เลยหล่ะครับ ความเร็วมันต่างกันมากจริงๆครับ สำหรับ keyboard นั้นจะว่าดีก็ดีหล่ะครับ จะว่าไม่ดีก็ไม่ดีคงแล้วแต่คนชอบหล่ะครับ แต่ถ้าไม่ชอบนั้น เกิดวันใดมีเครื่องที่มี keyboard เพิ่มขึ้นมาอย่าลืมลองใช้นะครับ เพราะถ้าถนัดแล้ว keyboard มันทำได้ดีกว่า graffiti ตรงความเร็วครับ และมันก็สะดวกมากทีเดียวนะครับ แค่ยกตัวอย่างโทรศัพท์จะให้กดบนจอ-กับ-ปุ่มให้มันรู้ครับ ว่าใครทำได้ดีกว่ากันครับ โดยรวมแล้วผมยกให้เลยครับ T|C ว่าเป็นเครื่องทรงประสิทธิภาพที่สุดเท่าที่ผมเคยจับมาเลยหล่ะครับ ทำได้ดีทั้งเรื่องแบตและความเร็วซึ่งทั้งสองอย่างนี้ไม่ค่อยจะมาด้วยกันซักเท่าไหร่ แต่มันก็มาพร้อมกันในนามของ Tungsten C ครับ

     
       สี่ดาวไปเลยกับเครื่องตัวนี้ เพราะยังมีปัญหาให้กวนใจนิดนึงหน่ะครับ ก็ยังคงมีแค่ TH55 หล่ะครับ ที่หน้าตาของมันยังทำให้มันโดยรวมดีกว่าหล่ะครับ

  • เมื่อป่าล์ม-ป๊าล์มกลายเป็นเป็ด: ภาคเป็ดในรถ

       คราวนี้ฉีกแนวอย่างแรง ฮ่าๆ ไม่ได้เป็นการ review อีกต่อไป คราวนี้อยู่ว่างๆไม่รู้จะทำอะไร เลยต้องหาอะไรทำกันดีกว่า หึหึ ปัญหาก็มีอยู่ว่ารถเรา... ก็มี CD player อยู่แล้วแต่ปัญหาคือ มีแต่ CD ซ้ำๆ จะ write แผ่นใหม่ก็ยังไม่ได้ซักทีได้แค่ "จะ" ทั้งปี ก็เลยเอาไงดีหล่ะ รถเราถ้าฟัง mp3 ได้คงดีเน๊อะ อย่างน้อยก็จะมีแผ่นน้อยลงหล่ะ ที่สำคัญเราจะได้ไม่ต้องเปลี่ยนแผ่นบ่อยๆหล่ะที่นี้ (แบบว่าไม่มี CD changer นี่นา -_-') ก็เลยปิ๊ง idea ใช้ palm เราดีกว่าเป็น mp3 player แต่...จะทำยังไงหล่ะ!?? ptunes นั่นเองช่วยเราได้ ครั้นจะใช้พวก FM transmisstor ก็นะ ฮืมๆ เคยใช้แล้วมันไม่ดีแถมของที่เค้าว่าดีก็แพงจัง ฮ่าๆ

       เลยต้องมีหาวิธีดีๆซะแล้ว ซึ่งก็คิดออกแค่ 2 วิธี วิธีแรกถ้าเป็นเครื่องเล่น tape ก็ใช้ cassette adapter ... ลงทุนเพียงแค่ 60฿ เท่านั้น ฮ่าๆ -_- แต่เราไม่มี เลยต้องใช้วิธีต่อไปนั่นก็คือ เสียบสายเข้า line-in ซะเลย ฮ่าๆ แต่ว่าเอ..เครื่องเล่นเรามันจะมีมั้ยน๊าา ถ้าเครื่องเล่นมีละก็ หึหึ ... จะไม่ต้องเสียแม้สตางค์แดงเดียวเชียวหล่ะ
    มาว่ากันถึงอุปกรณ์ของเรากันดีกว่า

      1. ป่าล์ม-ป๊าล์มของเรานั้นเอง สำคัญที่สุดขอให้แค่มี stereo jack (แหะๆ เพราะเท่าที่ดูยังไม่เห็นมี mono jack นะครับ) จะได้เล่นได้แบบมีคุณภาพนิดนึง จะเป็น 2.5mm 3.5mm ก็สุดแท้แต่จะมีเพราะยังไงก็หาซื้อตัวแปลงเอาได้หล่ะครับ

      2. สาย! ฮ่าๆ เรียกไม่ถูกครับ ว่าชื่ออะไร แต่ด้านนึงต่อ palm อีกด้านต่อกับพวกเครื่องเสียงหล่ะครับ แบบว่าไปค้นกรุสมบัติเก่าเจอครับ

      3. เครื่องเจาะ - พระเอกของเราในวันนี้คือ RTX ขนาดเหมาะมือความเร็วรอบหลายระดับ เหมาะมากสำหรับงานอย่างนี้ครับ ฮ่าๆ

      4. ไฟฉาย อันนี้ไว้ช่วยในการมองในที่มืดมองไม่เห็นครับ หุหุ


      แกะ-แกะ test-test เจาะ-เจาะ
         เนื่องจากเรายังไม่รู้เลยว่าเครื่องเราจะมีมั้ย ดังนั้นมาเริ่มแกะกันก่อนเลยครับ อันนี้ก็ขึ้นกับรุ่นใครรุ่นมันหล่ะครับ จริงๆดูง่ายๆว่ามีรึป่าว แนะนำให้ลองดูที่ function ในตัวเครื่องนั่นแหละครับ ถ้ามีปุ่ม Line-in, AUX หล่ะก็ยิ้มได้เลยครับ มีแน่ๆ เราก็เริ่มกันมาถอดเลยดีกว่า
      ขั้นตอนแรก: ก็ต้องมาถอด front ออกก่อนครับ จะได้ดังรูป..แล้วส่วนมากมันจะไม่มีน๊อตยึดนะครับ มันจะใช้เหมือนเป็นเขี้ยวยึดไว้เท่านั้นเอง ซึ่งรุ่นนี้มันก็จะมีเขี้ยวตามในรูปหล่ะครับ มีแค่ 2 ที่ทางซ้ายและขวาครับ ส่วนถ้าเห็นน๊อตตรงกลางๆไม่ต้องรีบไปไขมันครับ 555 เพราะมันไม่ได้เกี่ยวเล้ยยย

         ตรงนี้ก็ต้องใช้ความพยายามนิดนึงครับ นิดนึงจริงๆ เพราะว่ามันจะเหมือนแน่นครับ แต่ว่ามันก็ไม่ได้แน่นอะไรครับ พอดึงออกมาได้ก็จะมีสายระโยงระยางตามมาด้วยครับ

      เราก็มาดูกันหล่ะ ว่าเอ..แล้วจะเสียบตรงไหนเนี่ยยย ตอนแรกก็เห็นมี jack โผล่มา 2 เส้นพอดี อุ้ยย ใช้แน่เลย ฮ๋าๆ แต่พอทดสอบ แป่ววว ไม่รู้เหมือนกันครับว่าอะไร (ก็มันไม่มีบอกนี่นา เหอๆ เพราะร้านที่ไปทำแอบห่วย ไม่ให้อะไรเลยครับ ระวังไว้ให้ดีร้านนี้ แสงชัย อะไรซักอย่างหน้าบางลำพู งามวงศ์วาน เหอๆๆ ห่วยมากกก เก็บรายละเอียดแบบทุเรศมากๆครับ ตอนนั้นยังไม่รู้เรื่องอะไรดันซวยไปทำกับมัน ฮืมๆ รู้งี้ซื้อมาติดเองดีกว่ามั้งเนี่ย -__-') นั่นแหละครับ แอบบ่นหน่อย อิอิ เรามาดูกันต่อให้ละเอียดครับ

      จะพบว่า jack ที่เป็น 6 อันเรียงกันจะมีเขียนว่า Audio out front, Audio out rear และสิ่งที่เราต้องการคือ bus audio in ในที่สุดก็พบแล้วครับ เมื่อพบแล้วก็ทำการทดสอบได้เลย ... บิดกุญแจ .. เปลี่ยนไป mode AUX หลังจากนั้นก็เสียบสายแล้วทดสอบได้เลยครับ ฮ่าๆ ถ้าถูกต้องก็จะมีเสียงกระหึม เพราะพริ้ง (แหะๆ หูทองแดงครับ แค่นี้ผมก็พอใจแล้วหล่ะ มิได้ต้องการเสียงคุณภาพอย่าง ipod, MD ทั้งหลายอย่างชาวหูทองครับ ฮ่าๆ)
         หลังจากทดสอบแล้วใช้ได้ดีเราก็จะพบว่าต้องทำในขั้นตอนต่อไป
      ขั้นตอนที่ 2:
         สิ่งที่น่าจะต้องทำต่อไปก็คือ ต้องโยงสายจากหลังเจ้าตัวนี่ออกมาข้างนอกให้ได้ ก็เริ่มดูที่ทางเลยครับ จะทำยังไงกันดี

         นี่เลยครับ ที่ๆดีทีเดียว ก็เลยต้องทำการเจาะซะเลยครับ ตอนแรกก็ป๊อดอยู่ครับ เลยใช้แค่เจ้าหมุนๆๆมาเจาะ

         แต่ก็พบว่าเหนื่อยเปล่ามากๆครับ 555 มันลำบากหน่ะครับ เอาเครื่องมือมาช่วยดีกว่า RTX~!! ออกโรงครับ ถ่ายรูปไว้ไม่ได้ เพราะไม่มีใครช่วยแต่สรุปก็ได้เป็นรูโบ๋... เราทำแค่ให้พอเสียบเจ้าสายออกมาได้พอนะครับ ไม่ต้องใหญ่นัก และที่สำคัญไม่ต้องรีบครับ เดี๋ยวจะพลาดไปโดนสายข้างหลัง panel ครับ (มันก็ไม่โดนง่ายหรอกครับ แต่กันไว้ก็ดีกว่ามาแก้หล่ะ อิอิ)
         ลองเสียบดูดีกว่า กว้างพอรึยัง เย้~เย้ เรียบร้อยแล้วครับ ก่อนนี้เราก็ทำการเก็บกวาดเศษให้เรียบร้อยก่อนนะครับ ก่อนที่จะเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้าย

      ขั้นตอนสุดท้าย:
         ประกอบกลับคืนนั้นเองครับ ก็เสียบสายให้ครบถ้วนแล้วก็ยัดลงที่เดิมครับ ฮ่าๆ แล้วก็ทำการทดสอบ Yo!

         แค่นี้เองครับ จะเห็นได้ว่าไม่มีอะไรเลย ใช้เวลาไม่เกิน 15-20 นาทีก็เรียบร้อยครับ (เร็วกว่ามานั่งทำ web อีก) เพียงเท่านี้เป็ดของเราตัวนี้ก็จะมีประโยชน์เพิ่มอีกอย่างแล้ว.. โดยเป็น mp3 player ในรถฟรี-ฟรีเลย ฮ่าๆ สบายครับ ส่วนถ้ากลัวแบตจะหมดก็หาสาย charge มาเสียบไว้กับที่เขี่ยบุหรี่+ตัวแปลงเป็น USB +5V ก็ได้ครับ ราคาไม่น่าจะเกิน 100฿ อยู่แล้วครับสำหรับตัวแปลง ^_^

  • Palm Tungsten|E

    Palm Tungsten|E: เหมาะกันจริงๆเหรอ? กับ "Best selling. Best value. Most popular with new

    ฮ่าๆ Tungsten|E ตัวนี้ก็ออกมานานนมแล้วหล่ะครับ ได้ข่าวว่าก็น่าจะประมาณปี 2003 นู้นแหละครับ ครั้นจะมี review แบบธรรมดามันก็กระไรอยู่ครับ เลยต้องหา topic ที่น่าสนใจ ไม่ใช่การ review ทั่วๆไปคงจะดีกว่า อย่างว่าหล่ะครับ ก็แค่อยากจะเขียน อยากจะบ่นๆ ถึงสิ่งที่ได้เจอกับมันมากกว่าครับ
       Tungsten|E หรือ T|E ที่รู้จักกันดีนั้น ตอนแรกผมค่อนข้างตั้งความหวังกับมันมากครับ 1. เพราะว่ามันเป็นรุ่นแรกที่ใช้ชุด PIM ใหม่ (จริงๆก็มาคู่กับ T|T3 นั่นแหละครับ) ซึ่งเค้าโฆษณาว่า

    "GET ORGANIZED - NEW IMPROVED PIM
    Enhanced agenda view, color categories, room for even more contact information and better synchronization with MS Outlook."

    มันก็คงต้องมีอะไรดีบ้างหล่ะครับ ซึ่งตอนนั้นเป็นช่วงแรกๆที่ได้มาจับ palm แต่ดันเป็นชุด PIM เก่าครับ ด้วยความที่แอบเคือง เพราะได้อ่าน PDAMagz เล่มนึง ถ้าจำไม่ผิดจะเป็นสัมภาษณ์คุณ Tara มั้งครับ เห็นเค้าว่า แบ่ง categories เป็นสีๆได้ด้วย ฮืมๆๆ ตาโต ถึงกับต้องตามหามันมาใช้ให้ได้ครับ แหะๆ เกริ่น..มายาวครับ มาเริ่มเข้าเรื่องของ T|E กันดีกว่าครับ T|E นั้นเป็นรุ่นที่ดูแล้วเป็น PDA ที่ค่อนข้างธรรมดามากครับ เพราะไม่มีอะไรที่เพิ่มเป็นพิเศษกับเค้าเลย เพียงแต่ว่ามันยังรักษาความเป็น Palm ไว้ได้อย่างครบถ้วนและที่สำคัญมันถูกเรียกว่า "Best selling. Best value. Most popular with new users." ด้วยซิ ดูในรายละเอียดกันดีกว่าครับ

    web ของ Palm เค้าครับ #1 #2


    Spec
       ว่ากันด้วยเรื่อง spec ก็อย่างที่บอกไปแต่แรกครับ ว่ามันเป็น Palm ที่ธรรมดาเอามากๆ (ในสมัยนี้ แต่สมัยก่อนผมว่าก็ ok นะ จริงๆสมัยนี้ก็คง ok แต่หึหึ ชาว asia รึ..จะซื้อของธรรมดาๆเช่นนี้) ก็คงเอาแค่รายละเอียดเล็กๆน้อยๆก็พอครับ

    Model Name
    Tungsten E

    OS
    Palm OS 5.2.1

    CPU
    TI OMAP311 126 MHz

    Memory (RAM)
    32MB (User area 29,503kB)

    Display
    Hi-res (320px*320px, 16-bit)

    Size and Weight
    11.4 x 7.9 x 1.2 cm ,131g

    Other
    rear speaker, 3.5mm stereo headphone jack

       นี่หล่ะครับ spec ที่บอกธรรมดามากๆ มันก็ธรรมด๊า-ธรรมดาจริงๆหล่ะครับ (ถ้าจะดูอย่างละเอียดให้เข้าหน้า PalmOS device ใน section palm ครับ) แต่ก็อย่างว่าครับ spec เค้าถือเป็น palm ยุคใหม่ทีเดียวครับ เพราะว่า dynamic heap ถึง 2MB เลยหล่ะครับ ซึ่งก็พอที่จะทำให้ run ได้ทุกๆโปรแกรม หรือเกมส์ในยุคนี้ได้โดยไม่ติดขัดหล่ะครับ และสิ่งที่ T|E โดดเด่นทั้งทางที่ดีและไม่ดีนั้นผมว่าน่าจะเป็นที่ความบางและน้ำหนักของมันนี่หล่ะครับ T|E นับว่าเป็นเครื่องที่บางเกือบที่สุดของ palm เลยนะครับ เห็นก็น่าจะมีเพียง V series ส่วนรุ่นใหม่ๆก็ clie TJ series ทั้งหลายที่น่าจะพอสู้ได้หน่ะครับ ซึ่งผมว่าทำได้ดีทีเดียวครับ ส่วนน้ำหนักนี่ก็เรียกได้ว่าติด top ten palm ที่เอวบางร่างน้อยหล่ะครับ แต่ด้วยความที่ทั้งบางทั้งเบาเลยทำให้ไม่สามารถที่จะใส่อะไรเข้าไปได้หน่ะครับ (เอ..หรือไม่คิดจะใส่เลยทำให้บางน๊า ฮ่าๆ) แต่ก็อย่างว่าหล่ะครับ ลูกนอกคอกตัวแรกของ Tungsten series ขาดทั้ง slide design, vibrator เลยทำให้เป็นเหมือน series ใหม่ยังไงก็มิทราบครับ (แต่ดันมาใช้ body นี้กับ T|T5 ฮืมๆ) ส่วนเรื่องอื่นๆ จะยกยอดไปวิเคราะห์กันทีละจุดในส่วนต่อไปครับ
    Design & Material
       ส่วนนี้เราจะมาดูในรายละเอียดกันชัดๆเลยครับ เพราะผมว่ามันมีทั้งข้อดีและข้อเสียหล่ะครับ body นี้

       ในส่วนการออกแบบนั้น T|E จะออกแบบมาแบบ basic ของ palm ครับ คือไม่ได้มีอะไรพิเศษไปจาก OS5 ทั่วไป คือมีเพียง 5-way navigator เท่านั้นที่จะบ่งบอกว่าเป็น OS5 นอกนั้นก็คือปกติจาก OS4 ทั้งหมด เรียกได้ว่าเป็น pure PDA ครับ การออกแบบนั้นดูแล้วน่าจะเป็นการออกแบบให้คงสไตล์เดิมจากพวกตระกูล Vx m5xx เนื่องจากเป็นทรงที่รุ่งเรืองที่สุดของ palm และจริงๆผมว่ามันเป็นแบบที่ใช้ได้สะดวกที่สุดหน่ะครับ สามารถใช้มือเดียวควบคุมได้ทุกๆปุ่ม ทำให้เวลาใช้จริงก็สะดวกทีเดียวครับ ไม่เกะกะเท่าไหร่ ประกอบกับน้ำหนักเบาแล้ว ก็ยิ่งทำให้ถือไว้ในมือได้โดยไม่รู้สึกอะไรเลยหล่ะครับ

       แต่ที่จะติหน่อยผมว่าน่าจะเป็น 5-way navigator นี่แหละครับ เพราะว่าดูแล้วมันขนาดเล็กหน่ะครับ คือมันจะเล็กเมื่อเทียบกับนิ้วโป้งตามรูป และยังทำให้เป็นสันแค่เล็กๆหน่ะครับ แทบๆจะเรียบกับตัว body และยังมีช่วงระหว่างปุ่มกลางกับขึ้น-ลงน้อยหน่ะครับ ทำให้ลำบากเวลากดบ้าง ส่วนปุ่มซ้าย-ขวานั้น ok ครับ น่าจะเพราะช่องว่างระหว่างปุ่มกลางมีมากทำให้กดสะดวกขึ้นครับ

       ส่วนปุ่มมาตรฐานทั้ง 4 ออกแบบมาให้เรียบกับตัวเครื่องป้องกันการกดทับของ case หรืออย่างอื่นทำให้โอกาสที่เครื่องจะติดเองเวลาเก็บในกระเป๋ากางเกงหรือเป้น่าจะน้อยกว่า T|T T|T2 มากครับ ตอนแรกก็นึกว่าจะกดยากครับ แต่ก็ไม่มีอะไรครับ กดได้สะดวกไม่เหมือนกับ h2210 หน่ะครับ ซึ่งจะทำเป็นปุ่มลึกลงไปเหมือนกันแต่ดันลึกแถมเล็กซะด้วยครับ ผมว่ามันกดยากไปหน่อยหน่ะครับ
       อ้อ.. เกือบลืมบอกไปครับ body ของ T|E นั้นจะเป็นพลาสติกเคลือบครับ ซึ่งมันเป็นเหตุผลที่ทำให้เครื่องเบากว่าชาวบ้านเค้าหน่ะครับ แต่ปัญหาคือเครื่องมันเคลือบแบบเงา แล้วเวลามือที่มันๆหน่อยไปจับแล้วจะเป็นรอยนิ้วมือทั่วทั้งเครื่องเลยหล่ะครับ ซึ่งผมว่ามันเป็นข้อด้อยมากเลยมันจะทำให้เครื่องแววๆ ดูหมดราศีไปยังไงก็ไม่รู้ครับ น่าจะทำให้ระวังจุดนี้หน่อยหน่ะครับ และด้วยความที่เป็นพลาสติกทำให้ ตรา Tungesten|E และโลโก้ Palm นั้นจึงเป็นเพียงแค่การ screen เท่านั้น เวลาใช้ๆไปก็จะเป็นตามรูปครับ

       ซึ่งเพียงแค่ขูดๆเบาๆก็จะหลุดออกมาหมดโดยง่ายเลยครับ ผมก็เลยจัดการจนหน้าตาเป็นแบบนี้ซะเลย ดูจะเข้ากันมากกว่า ฮ๋าๆ

       มาดูกันในส่วนของด้านหลัง เนื่องจากการใช้พลาสติกเลยมีโอกาสทำให้เป็นรอยง่าย เค้าเลยทำให้มีสันเล็กๆอยู่ตรงแถวๆสกรูทั้ง 4ตัวรอบๆเครื่อง เพื่อไม่ให้แผ่นหลังอันบอบบองของ T|E เป็นรอยได้โดยง่ายครับ ซึ่งก็ได้ผลค่อนข้างดีครับ สังเกตได้ว่าจะแทบไม่มีรอยอะไรมากมายครับ แถมยังเป็นการรักษา logo Palm Powered ที่เป็นแบบปั๊มนูนให้อยู่แบบไม่มีรอยซะด้วย

       มาดูกับเพื่อเปรียบเทียบความหนากับรุ่นอื่นๆดูครับ

       เรียงจากล่างขึ้นบนนะครับ Vx, T|E, TH55, T|C, T|T2 ตามลำดับครับ ดูแล้วก็น่าจะมีเพียง Vx ที่เอาชนะได้หล่ะครับ ซึ่งถ้ามองกันในมุมข้างจะเห็นได้ชัดเจนว่า T|E นั้นจะเหมือนงอนิดๆ น่าจะเป็นเพราะว่าออกแบบให้เข้ารับกับมือเราให้มากขึ้นนั่นเองครับ
       ส่วนนี้จะเป็นการเปรียบเทียบความสว่างของจอ T|E กับเครื่องอื่นๆครับ

       จะเห็นได้ว่า T|E นั้นมีความสว่างค่อนข้างมากเลยทีเดียวเมื่อเทียบกับ T|C และ TH55 แต่ช่วงกว้างที่จะปรับความสว่างได้นั้นน้อยกว่า TH55 อยู่พอสมควรเลย ซึงก็น่าจะเป็นเหตุผลที่ทำให้แบตของ T|E อยู่ได้ไม่นานนัก ทั้งๆที่ไม่ค่อยจะมีส่วนที่ใช้พลังงานมากอย่าง wifi หรือ Bluetooth ก็แล้วแต่
       ส่วนอีกเรื่องที่ลืมไม่ได้เลยก็คือการวางตำแหน่งของลำโพงครับ สำหรับ T|E นั้นจะวางลำโพงไว้ข้างหลังครับ โดยลำโพงจะติดกับ case ข้างหลังเลยครับ เมื่อประกอบเรียบร้อยจะทำให้หน้า contact ของลำโพงนั้นไปสัมผัสกับ contact บน board พอดีครับ ดูแล้วโหห ออกแบบซะ..กะจะไม่ให้ยักย้ายอะไรเลยใช่มั้ยเนี่ย แถมการวางลำโพงแบบนี้กลายเป็นทำให้มีปัญหาเรื่องความดังอีกด้วยหน่ะครับ (คือ เดิมๆก็เบาอยู่แล้ว แถมวางตำแหน่งซะ... เลยหมดกัน -_-')

       สำหรับ stylus ของ T|E นั้นก็กลับมาเป็นแบบเดิมๆครับ ซึ่งจะเป็นแค่เสียบและก็ไม่สามารถจิ้ม reset ด้วยปลาย stylus ได้เหมือน tungsten ตัวอื่นๆอีกแล้วครับ จะต้องหมุนๆตรงด้ามออกมาเพื่อจิ้ม reset ผมว่าวิธีนี้น่าจะเป็นการถอยหลังลงคลองซะแล้วว แต่คงเพราะต้องการใช้เจ้า T|E บาง (ลด cost ที่สุด) มั้งครับ

    มาดูกันในส่วน body แบบชัดๆกันครับ

       ตอนแรกผมก็ไม่ค่อยจะประทับใจเท่าไหร่หรอกครับ แต่พอลองแกะออกมาแล้ว อืม ดูแล้วเค้าก็ค่อนข้างเก็บรายละเอียดได้ดีทีเดียวหล่ะครับ ไม่มีรอยงานที่ไม่ประณีตให้เห็น... (ฮืมๆ จริงๆก็ยังมีครับ แต่ไม่ใช่ตรงนี้) มาดูกันในส่วน board ครับ

    รูปซ้ายจะเป็นปุ่มกดทั้งหมดนะครับ ส่วนรูปขวามือจะเห็นตำแหน่งของปุ่ม power และ Infrared ครับ ซึ่งจะแบ่งเป็นดวงรับ 1 และส่งอีก 1 ครับ

    มาดูรูปให้เห็นชัดๆเลยครับ ถึงความบางของ board และ battery บางเฉียบของ T|E ครับ บางจนหา batt เปลี่ยนลำบากทีเดียวครับ แถมยังต้องบัดกรีอีกต่างหากหน่ะครับ อะไรมันจะลดต้นทุนขนาดนั้น~

       ก็จะแบ่งเป็นส่วน back light, LCD, เชื่อมต่อกับ mainboard และ digitizer ตามลำดับหน่ะครับ ปัญหาของ T|E อีกอย่างนึงก็คือ "เสียงหน้าจอครับ" ไว้จะรวมๆสรุปในหัวข้อปัญหาทีเดียวเลยละกันครับ ฮ่าๆ ก็พอจะรูปคร่าวๆแล้วนะครับ ส่วนถ้า digitizer เพี้ยนเมื่อไหร่ ก็ต้องมาจัดการที่ตรงนี้เลยครับ ซึ่งวิธีก็ลองหาใน web คุณนพพงษครับ มีวิธีทั้งหมด ฮ๋าๆ แต่ถ้าไม่มั่นใจตัวเองส่งคุณนพพงษ์เค้าดีกว่าครับ ชัวร์กว่า ;p

    มาดูมุมมองต่างๆของ T|E ก่อนที่จะเข้าสู่เรื่องปัญหากันครับ

    ปัญหา...ที่พบได้ในรุ่นนี้
       จะเป็นปัญหาที่ผมพบในเครื่องนี้เท่านั้นนะครับ ผมไม่ทราบว่าเครื่องอื่นเป็นอย่างไรบ้าง แต่ฮืมๆ มันกวนใจผมพอสมควรครับ เรื่องต่อไปนี้

      1. ให้เลยครับ เรื่องนี้ เสียงหน้าจอครับ เรามาทดสอบกันว่ามันเกิดจากอะไรกันแน่ จากรูปข้างบนจะเห็นได้ว่า มีสายทั้ง backlight และ LCD นะครับ ซึ่งตอนแรกก็คิดๆว่าน่าจะเป็นที่ Backlight แน่เลยเพราะว่าอย่างน้อยมันต้องใช้แรงดันสูงพอตัวหน่ะครับน่าจะเกิดเสียง คงคล้ายกับ corona ที่จะได้ยินเสียงแป๊ะ-แป๊ะเบาๆ เวลาเดินผ่านตามหม้อแปลงเสาไฟฟ้าหน่ะครับ (55 ใครไม่เคยสังเกตก็ลองเดินไปเดินมาเวลาเงียบๆนะครับ แถวๆหม้อแปลงที่เสาครับ จะเข้าใจครับ) เริ่มบททดสอบจะได้รู้กันว่าคืออะไร!! เริ่มจาก..ฮืมๆ ยังๆก็เดาว่า backlight หล่ะ เราก็เลยจัดการถอด backlight ออกเลยครับ

      ผลที่ได้กลายเป็นว่าแสงหายไปเลยครับ นี่แหละครับ LCD จริงแสดงได้แค่นี้ครับ แสดงได้แค่สี แต่ไม่ให้แสงครับ เลยต้องมี backlight เป็นตัวให้แสงครับ (ก็เลยต้องมี OLED ที่เห็นใน Sumsung E700 หรือ Clie VZ90 หน่ะครับ ที่จะแสดงได้ทั้งสีและแสงพร้อมๆกันหน่ะครับ แต่ก็ยังมีปัญหาอยู่มากที่ต้นทุนกับสีที่แสดงได้ครับ) แต่ว่า -_-' ยังมีเสียงอยู่ ง่า.... เลยต้องลองใหม่เสียบ backlight ใหม่แล้วถอด LCD แทนครับ

      คราวนี้ก็จะมีแค่แสงหน่ะครับ แต่ปัญหาคือ.. เสียงหายไป..วู้~~ จะพลิกท่าไหนก็ไม่มีเสียง.. สรุปว่า เหอ-เหอ เป็นที่ LCD เองครับ ไม่ได้เกิดจากใครเลย ถามคุณนพพงษ์ เลยได้คำตอบว่าแก้ไม่ได้ หึหึ เพราะมันประกอบห่วยแต่แรก ง่าา... หมดกัน สงสัยคงต้องรอให้ digitizer เสีย แล้วเอาแบบกระจกมาปิดเสียงแทนละมั้งครับ (แหะๆ จะได้ทำเหรอนั่น หามือสองดีกว่ามั้ยเนี่ย) ปัญหานี้เลย แก้ไม่ได้ครับ ต้องทำใจอย่างเดียว -_-'
      2. DC power jack - อันนี้ต้องดูตามรูปครับ

      จะสังเกตได้ว่ามันจะเสียบได้ไม่สุดหน่ะครับ ซึ่งแบบว่า เหอ-เหอ ถ้าไม่ดูให้ดีมันจะไม่ได้ charge เอาหน่ะครับ ผมถือว่าเป็นการออกแบบที่ไม่ดีหล่ะครับอันนี้ (จริงๆใช้ universal connector ไปก็หมดเรื่อง)
      3. ปุ่ม power ครับ ผมว่าด้วยการออกแบบฝาปิดข้างบนของตัวเครื่องมันทำให้ปุ่ม power ไม่ค่อยจะพอดีนักหน่ะครับ ทำให้มันจะจมไปพอสมควรครับ ทำให้เวลาใช้ปุ่ม power อย่างตอน hard reset นี่จิ้มไม่สุดซักทีหน่ะครับ เฮ้อ..ทำดีๆหน่อยก็ไม่ได้


         นี่แหละครับ สรุปข้อเสียที่มาจากการออกแบบ hardware โดยตรงมันได้อยู่ 3 อย่างนี้หล่ะครับ จริงๆ ถ้ามี T|E โดยที่ไม่มีข้อ 1 จะดีมากครับ อิอิ ต่อไปเราจบเรื่องนี้ไปดูในส่วน software กันดีกว่าครับ
      All about built-in Software
         ก็ด้วยความที่เป็น PDA เต็มตัวขนาดนี้ยังไงก็มีโปรแกรมครบถ้วนแน่นอนกับเครื่องที่ได้ชื่อว่า Palm แน่นอนครับ ที่อยู่ใน ROM ก็มี
        • Calendar
        • Contact
        • Task
        • Memos
        • Notepad
        • Expense
        • Calc
        • World Clock
        • Hotsync
        • QuickTour, Card info

         ด้วยความที่ถือว่ารุ่นนี้มันออกชุด PIM ใหม่มา (ถึงจะนานแล้วก็เถอะ) จะสรุปความแตกต่างของชุด PIM ให้ละกันนะครับ
      สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาจากชุด PIM เก่า: (เอาของ T|E พอนะครับ เพราะตอนนี้มันเพิ่มขึ้นบ้างบางส่วนในเครื่องรุ่นใหม่กว่านี้หน่ะครับ)
      1. Category ที่มีสีสันของ Calendar ครับ

      2. รองรับ memos ได้ถึง 32kB จากเดิมที่ได้เพียงแค่ 4kB ครับ รวมถึง note ในโปรแกรมอื่นๆด้วยนะครับ
      3. เพิ่ม field "Birthday" ใน contact และแสดงให้เห็นในหน้า calendar

      4. เพิ่ม custom fields ใน contact จะ 4 เป็น 9 custom fields

      5. เพิ่ม resolution ของ notepad ครับ
      ส่วนสิ่งที่หายไปก็มีครับ: นั่นก็คือ การ drag-and-drop event ในหน้า week view ครับ สามารถจิ้มแล้วลากได้เลยหน่ะครับ ผมว่ามันเจ๋งมากๆเลยครับ เพียงแค่น้อยคนนักที่จะใช้มันหน่ะครับ


      บทสรุป Palm Tungsten|E กับ "Best selling. Best value. Most popular with new users."
         สำหรับ Tungsten|E นั้นซึ่งถ้าจะคิดว่า E น่าจะคือ Economy นั้นก็คงไม่ผิดนักหน่ะครับ กับราคาค่าตัวที่ 199$ หรือประมาณเกือบๆ 8,000฿ ไทยในช่วงแรกของการวางตลาดนั้นถือว่าเป็น palm ที่มีราคาประหยัด เน้นราคาต่อประสิทธิภาพ และด้วยประสิทธิภาพของตัวเครื่องจริงๆนั้นคงต้องยอมรับว่าเป็นเครื่องที่ดีตัวหนึ่งทีเดียว สำหรับผู้ที่ไม่มีความจำเป็นในเรื่องของ wireless connectivity ต้องการเพียงแค่ organizer ดีๆซักตัวช่วยจัดการกับชีวิตตัวเอง ผมว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจทีเดียว ยิ่งตอนนี้ราคามือสองน่าจะแค่ประมาณ 3,500฿ บวกลบนิดหน่อยเท่านั้นทำให้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจเพราะสามารถทำได้เกือบทุกอย่างแม้กระทั่งฟัง mp3 ได้อย่างไม่มีสะดุด เท่านี้ก็น่าจะเป็นเหตุผลที่ทำใหเป็นเครื่องที่ขายได้ยอดสูงที่สุดของ PDA ในช่วงนั้น และด้วยราคานี่ก็ยิ่งเหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นใหม่ที่ยังต้องการเรียนรู้สิ่งใหม่แต่ยังไม่ต้องการลงทุนสูงนัก แต่ผมยังไม่ค่อยพอใจนักในเรื่องของคุณภาพของ hardware ซึ่งน่าจะทำได้ดีกว่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการจัดการพลังงาน โดยการใช้งานปกติก็จะอยู่ได้ประมาณ 2 วันหน่ะครับ ซึ่งจริงๆน่าจะจัดการได้ดีกว่านี้ เพราะ T|E นั้นไม่น่าจะเป็นเครื่องที่ต้องการพลังงานเยอะอะไร และยังมีปัญหาในเรื่อง hardware บางส่วนดังที่ได้กล่าวไปข้างต้นนั่นเอง

         ที่ให้เพียงแค่ 3 ดาวนิดๆ เพราะเรื่องจัดการพลังงานและปัญหาทาง hardware ที่ยังคอบรบกวนอยู่บ้างนั่นเอง! ทั้งๆที่กล่าวได้ว่า T|E เป็นเครื่องที่วางตลาดได้เหมาะสมจริงๆ และผมว่าก็เหมาะสมแล้วหล่ะครับ ที่ได้ "Best selling. Best value. Most popular with new users." ไป