• มาเลือก notebook #2

     


       เนื่องด้วยบทความที่แล้วได้พูดถึงเรื่องโดยรวมๆ มุมมองต่างๆไปแล้วครับ เอาเป็นว่าเลือก com ทั้งทีถ้าไม่พูดเรื่องประสิทธิภาพกันแบบอะไร คืออะไร จะให้ไปดูหน้าตาอย่างเดียวแล้ว โอเค ชอบอันนี้ หยิบไปเลยมันก็เกินไปนิดครับ เอาเป็นว่าเรามารู้ว่า spec ที่เค้าเขียนอย่างนู้น อย่างนี้มันคืออะไรครับ อะไรมันจะดีที่สุดสำหรับเรา แล้วถ้าเราจะเอา notebook เพื่อมาทดแทน desktop มันมีเหรอ.. แค่ไหนหล่ะ ถึงจะเรียกได้ว่าพอทดแทนได้..กันครับ
       จริงๆที่จะต้องเขียนบทความนี้เพราะว่าต้องมาหา notebook แบบเพื่อประสิทธิภาพเครื่องนึงครับ โดยที่ไม่เหมือนปกติ นั่นก็คือ งบเป็นเรื่องรอง ฮ่าๆ การเลือกเครื่องพวกนี้มันสนุกจริงๆครับ เพราะว่ามันจะได้เครื่องที่เราอยากได้ โดยที่ไม่มีข้อจำกัดครับ ฮ่าๆ แต่ก็นั่นแหละครับ จะให้เลือกเครื่องเป็นแสนก็ใช่เหตุ เลยต้องมาหากันดูว่า เครื่องเป็นแสนมันดีกว่าเครื่อง 6-7 หมื่นมันต่างกันแค่ไหนเชียว นี่แหละครับเป็นที่มาของบทความนี้ เอาเป็นว่า กว่าจะได้ข้อมูลมันก็เหนื่อยพอตัวหล่ะครับ ด้วยความที่ว่า review ที่มันพูดถึงประสิทธิภาพเอากันแบบจับต้องได้ของ notebook มันน้อยครับ ดังนั้นการเปรียบเทียบมันเลยลอยๆ เอากระดาษมาเทียบกัน (รวมน้ำลายคนขายด้วย แฮะ) คราวนี้จะเป็นการหาข้อมูลมาเทียบกันให้เห็นกันครับ
       อีกเหตุผลก็คือ เดินๆ ไป se-ed เห็นหนังสือชื่อ เลือกซื้อ notebook อะไรประมาณนี้เลยต้องเข้าไปดูซะหน่อย เปิดๆ มาเจอเรื่อง spec เขียนแบบอารมณ์ว่า
    <ul>CPU
       สำหรับเรื่อง CPU นะครับ ก็จะมีอยู่หลายประเภทด้วยกันครับ จะเป็นแบบ Pentium 4 หรือ Pentium-M โดย Pentium-M จะดีกว่าในเรื่องการประหยัดพลังงาน แต่ประสิทธิภาพก็จะด้อยกว่า โดยจะมี AMD คอยมาเป็นทางเลือกด้วยอีกทาง แล้วก็บอกๆๆ เรื่องรุ่นมีอะไรบ้าง…. -จบ-“

    </ul>   นี่แหละครับ แค่เรื่อง spec บอกแค่นี้จริงๆ ในทุกๆอย่างตั้งแต่ CPU ยัน CD-ROM drive ฮ่าๆ เจ๋งจริงๆครับ นอกนั้นในเล่มเป็นการใช้ notebook ซะมากกว่า เอาเป็นว่างง --‘ แล้วจริงๆควรจะเปลี่ยนชื่อเล่มมั้ยเนี่ย แหะๆ
       ฮ่าๆ พอๆๆ เรื่องคนอื่น เรามาเข้าเรื่องของเรากันดีกว่าครับ (แหะๆ ถ้าไม่มีเนื้อหาอะไรเยอะหน่อย จะโดนว่ามั้ยเนี่ย 55 ไปกัดเค้าซะ หุหุ) อืม.. ใน notebook เกือบทุกๆรุ่นครับ สิ่งที่มาอย่างแรกมันก็คือ CPU อยู่ดีครับ เอามาโม้กันก่อนหล่ะครับ เจ้าเครื่องนี้มัน CPU อะไร? รันที่เท่าไหร่?? เรามาดูกันครับ ว่ามันมีอะไรบ้าง… แล้วแต่ละอย่างมันคืออะไร
    <ul>• CPU
    RAM & Chipset
    Graphic Card
    Harddisk drive
    Monitor #2
    Battery
    Selection
    Conclusion
    </ul>
    <hr size="1" width="90%">
    CPU
       เอาเป็นว่า CPU ของ notebook ตอนนี้ที่มันโดดเด่นจริงๆ มีแค่ 2 ค่ายครับ แต่ว่าตัวที่น่าจับตามองมาประมาณ 5-6 ปีแล้วก็คือ transmeta ครับ เป็น CPU อีกค่ายที่เน้นในเรื่องการประหยัดพลังงานเท่านั้นครับ 55 ด้วยความที่เน้นแค่จุดนั้นมันเลยทำให้ความเร็วหรือประสิทธิภาพที่ได้ก็ต้องตรงข้ามกันครับ เอาเป็นว่า เรื่องการประหยัดพลังงานกับความเร็วมันจะต่างกันครับ เพราะว่า เมื่อใดที่ต้องการจะให้มันกินกระแสน้อยลงก็คืออารมณ์ที่ว่าจะต้องใส่ R - resistor หรือตัวต้านทานนี่แหละครับ แต่การที่ใส่พวกนี้เข้าไปมันจะให้เกิด delay ขึ้นตามมาด้วยครับ มันก็เป็นที่มาของ Pentium-M 1.6 GHz กับ Pentium 4 1.6GHz ยังไง P4 ก็เร็วกว่าหล่ะครับ เนื่องด้วยโครงสร้างสถาปัตยกรรมครับ เรื่องหลักการก็เข้าใจง่ายๆ ก็พอครับ เพราะถ้าลึกไป .. เดี๋ยวผมก็จะงงด้วย 555 แบร่~ แถมไร้ประโยชน์จริงๆครับ สำหรับ User
    <ul>• Transmeta
    <div id="transmeta" style="display: none;">   เอาเป็นว่าสำหรับเรื่องของ Transmeta นั้นจะมีอยู่ 2 สายเท่านั้นครับ คือ Crusoe และ Efficeon ครับ เครื่องที่มีใช้จริงก็มีนะครับ มี Sony VAIO สมั้ยปี 2000 กับ Fujitsu Biblo LOOX ครับ คือถ้าดูกันที่ spec นั้น เอาจริงๆก็ไม่น่าจะต่างกับพวก Intel, AMD หล่ะครับ แต่ด้วยเทคโนโลยีของเค้านั่นแหละครับ เจ้า LongRun ครับ มันทำให้ทิศทางของ CPU มันตรงข้ามกับค่ายอื่นๆครับ ดังนั้นประสิทธิภาพนั้นเรียกได้ว่า แหะๆ เรียกได้ว่าไม่ถึงครึ่งของพวก intel และ AMD ครับ แต่เรื่องพลังงานนั้น เข้าขั้นสุดยอดครับ อยู่กัน 8 ชม. ทีเดียวครับ ส่วนเครื่องที่มีใช้ในปัจจุบันนี้.. ดูตาม link นี้ดีกว่าครับ แต่ผมไม่รู้จริงๆครับ ว่าในไทยมีรึป่าว แหะๆ ถึงมีก็น่าจะขายไม่ได้ครับ เอาเป็นว่ารู้จักไว้ก็พอครับ…

    สำหรับ web ของ Transmeta เค้าก็ที่นี่ครับ</div>
    Cyrix
    <div id="cyrix" style="display: none;">   อีกค่ายนึงก็ Cyrix/VIA ค่ายนี้เคยออกมาสู้อยู่ช่วงนึงครับ แล้วก็หายเข้าไปในกลีบเมฆ ด้วยความที่ว่าประสิทธิภาพก็ไม่ดีนัก (แต่ก็ดีกว่า Transmeta อยู่มากอยู่ครับ) และจุดเด่นเรื่องพลังงานก็สู้ transmeta เค้าไม่ได้ครับ เอาเป็นว่า -จบ.. - ฮ่าๆ</div>
    Intel
    AMD
    </ul>   มาถึงค่ายที่ร้อนแรงด้วยชื่อกันครับ Intel ค่ายนี้ใน notebook นั้นแบ่งได้เป็น 2 ส่วนครับ
    <ul>• ส่วนแรกคือจะใช้ chip ของ desktop ที่ปรับปรุงให้เข้ากับการใช้งานใน notebook มากขึ้น โดยสิ่งที่เพิ่มหรือเปลี่ยนชัดๆก็คือ Speedstep และ package ครับ มีด้วยกัน 5 สายย่อยๆครับ ก็แบ่งคล้ายๆบน desktop ครับ เพราะว่าก็เอาของ desktop มาทำต่อนี่นา
       - Mobile Intel Pentium 4 Processor supporting Hyper-Threading Technology
       - Mobile Intel Pentium 4 Processor
       - Mobile Intel Pentium 4 Processor-M
       - Intel Celeron M Processor
       - Mobile Intel Celeron Processor
       พวกนี้มันก็จะดีจริงๆครับ ในเรื่องประสิทธิภาพครับ แต่ด้วยความที่ performance กับ mobility มันมักจะตรงกันข้ามกันเสมอครับ ถ้า performance สูงมันก็จะทำให้ mobility ต่ำครับ อย่างตัวใหญ่สุดครับ Mobile P4-HT นั้น ผมก็ยังไม่ทราบเลยครับ ว่าค่ายไหนเอามาทำครับ ส่วนใหญ่แล้วไม่ว่าจะยี่ห้อไหนก็จะใช้พวก centrino หมดครับ นั่นก็คือ ไม่ใช่พวกนี้เลย.. แต่ก็จะมี notebook แบบ value select ก็จะเลือกใช้ Intel celeron M หล่ะครับ เพราะด้วยราคาที่คุ้มค่าแล้ว ชื่อนี้มีแต่ของถูกครับ celeron ข้อที่ผมว่าด้อยที่สุดของ celeron มันคือ cache ครับ ไม่ใช่ว่าแค่มันน้อยครับ แต่ว่า bus width มันก็น้อยด้วยครับ ซึ่ง spec จุดนี้มันเป็นจุดที่ไม่ได้มีบอกใน brochure อยู่แล้วครับ cache/bus width น้อย มันมีผลอะไรหน่ะเหรอครับ อย่างแรกถ้า L2 cache น้อยหรือไม่มีนั้นจะมีผลต่อโปรแกรมจำพวก business เป็นอย่างมากครับ เนื่องจากโปรแกรมพวกนี้จำเป็นต้องใช้ครับ ถ้าไม่มี L2 cache จะทำให้พวกข้อมูลเล็กน้อยๆจะต้องไปสถิตย์ที่ RAM แทนครับ อย่างว่าครับ RAM ของ notebook นั้นไม่ได้เร็วเลิศเลออะไรอยู่แล้วครับ ความเร็วที่ต่างกันขนาดนั้นทำให้มันส่งผลได้ชัดเมื่อใช้โปรแกรมที่บริโภคทรัพยากรอย่าง Office 2003 ครับ เท่าที่เห็นขนาด L2 cache ก็จะส่งผลเห็นชัดกับเฉพาะพวกโปรแกรมธุรกิจนี่แหละครับ (ซึ่งก็แน่ครับ รวมถึงการใช้งานพวก browser ด้วยครับ) ซึ่งผมค่อนข้างคิดว่ามันเป็นโปรแกรมที่คนที่ใช้ notebook ใช้แน่ๆครับ และเป็นส่วนใหญ่ด้วยซิครับ ส่วน bus width นั้นมันจะส่งผลต่ออัตราการถ่ายโอนข้อมูลครับ นั่นคือไม่เพียงแค่น้อยแต่ก็จะช้าลงด้วย แหะๆ ผมว่าถ้ามีทางเลือกนะครับ พยายามอย่าใช้ celeron เลยครับ ไม่ใช่ว่าไม่ดีนะครับ มันก็ใช้ได้ในระดับนึง ถ้าเอาต้องการ notebook ไว้เพียงแค่พิมงาน เล่นอะไรเล็กๆน้อยๆ แต่ผมว่าด้วยราคาที่น่าจะต่างกันไม่มากแล้ว เอาอีกระดับก็น่าจะเหมาะสมกว่า (ซึ่งน่าจะพูดได้เพียงแค่ desktop เพราะทาง desktop เค้าเลือก spec อื่นได้ แต่ notebook ถ้า CPU เป็น celeron ก็รับรองได้ว่ารอบข้างไม่มีทางดีแบบมาช่วยให้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดแน่ๆครับ ;p) แต่ที่ไม่พูดถึงพวก P4 นั้น เพราะว่ารู้ไว้แค่ว่ามันดีครับ แต่ผมว่ามันไม่เหมาะกับ notebook ครับ และเท่าที่ดู Roadmap ของ intel แล้วไม่มี P4 อีกเลยครับ.. นับจากนี้และต่อไป.. เป็นหน้าที่ของ Pentium-M ทั้งหมดครับ

    • ส่วนที่สอง คือ chip ที่ทำมาเพื่อ notebook จริงๆครับ นั้นก็คือ Intel Pentium-M processor ครับ โดยจะอยู่ในชุดของ Intel Centrino Mobile Technology ครับ ซึ่งไว้พูดต่อไปครับ เกริ่นไว้ก่อนเล็กน้อยครับ Intel Pentium-M นั้นมันน่าจะเรียกได้ว่าเป็นสายคู่ขนานกับ P4 หล่ะครับ เพียงแค่เน้นกันคนละจุดกันครับ Pentium-M นั้นจะเน้นในเรื่องของ mobility และยังคงต้องการในเรื่อง performance ด้วยครับ โดยจะเห็นได้ว่าจะมี cache เยอะกว่าทาง celeron อยู่มากครับ แถมยังใช้ Front side bus(FSB)ขนาดที่เรียกว่าไม่ต่างกับ P4 หล่ะครับ การทำเช่นนี้ยังส่งผลถึงประสิทธิภาพโดยรวมของระบบครับ เพราะว่าทาง intel นั้นปัจจัยของความเร็วมันจะขึ้นกับ system bus มากๆครับ เพราะว่าทุกอย่างก็ต้องผ่านทางนี้ครับ การทำให้ FSB สูงดังนั้นก็เลยต้องใช้ RAM ใหม่ๆอย่างพวก DDR2 ตามไปด้วยครับมันเลยช่วยทำให้ระบบดีขึ้นไปด้วยครับ
    </ul>   สำหรับ Intel เราต้องมาทำความรู้จักสิ่งสำคัญที่สุดก่อนครับ คือ Intel Centrino mobile technology คืออะไร? มันก็คือ เครื่องหมายการค้าที่รวมเอาสิ่งสำคัญ 3 อย่างเข้าไว้ด้วยกันครับ ต้องมีให้ครบทั้ง 3 อย่างนี้เท่านั้นจึงจะเรียกได้ว่า เป็นเครื่อง Centrino และได้สัญลักษณ์ไปแปะไว้บน notebook ครับ
    <ul> • Intel Pentium M processor
    • Mobile Intel 915 Express chipset family or Intel 855 chipset family
    • Intel PRO/Wireless Network Connection Family
    </ul>   ตามนี้เลยครับ หัวใจสำคัญของ centrino คือ Intel Pentium-M นั้นเองครับ และยังต้องกำหนด chipset ด้วยครับ ว่าต้องเป็นแค่ 915 และ 855 ครับ อีกอย่างที่ขาดเสียไม่ได้คือ WiFi ของ Intel เองนั้นเองครับ สำหรับ chipset นั้นเจ้า 915 กับ 855 ต่างกันอยู่พอสมควรเลยครับ ที่ชัดเจนที่สุดก็น่าจะเป็น 3 อย่างต่อไปนี้ครับ คือ
          * PCIe devices.
          * SATA devices with Advanced Host Controller Interface support.
          * Intel HD audio devices. - 192 kHz multi-channel output vs. 96 kHz stereo-channel output
       ก็จะเป็นเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะทำให้มันรองรับอะไรได้ดีขึ้นหล่ะครับ เห็นกันจริงๆก็น่าจะเป็น PCI-e ครับ เพราะมันอย่างน้อยก็จะทำให้มันสามารถมีการ์ดจอดีๆกับเค้าได้ครับ แถมอย่างน้อยการ์ดจอเดิมๆก็ดีกว่าอยู่แล้วหล่ะครับ เท่านี้เราก็จะพอรู้จักถึง intel ในส่วนของ notebook เพิ่มขึ้นรวมทั้งแยกออกแน่ๆหล่ะครับ ว่าอะไรคืออะไร ส่วนการเปรียบเทียบของแต่ละรุ่นเอาเป็นว่าผมจะละเอาไว้ครับ เพราะว่ารุ่นที่เลขมากกว่ามันก็ต้องดีกว่าแน่ๆครับ แต่นั้นก็ไม่น่าจะใช่ประเด็นครับ เพราะ notebook ไม่ได้ให้มีเลือกว่าจะเปลี่ยน CPU เป็นตัวไหน หรืออย่างไรครับ แต่กลับเป็นการดู spec จากเครื่องที่เล็งไว้แล้วมาเปรียบเทียบกันครับ ;p

    reference: Intel laptop processor product list
    <hr size="1" width="90%">
       ยี่ห้อสุดท้าย ที่น่าจะเรียกว่าเป็นน้องใหม่มาแรงสำหรับวงการ notebook หลังจากที่ Intel เท่านั้นจริงๆครับ สำหรับ notebook มาตลอดหลายปี หลังจากที่ตลาด notebook เริ่มบูมขึ้น AMD ก็ไม่รอช้าออก mobile technology มาบ้างหลังจากที่ทำ CPU มาในรูปแบบของ desktop ลดพลังงานครับ สำหรับ AMD ก็มีอยู่หลายตระกูลเหมือนกันครับ
       - AMD Turion 64 mobile technology
       - Mobile AMD Athlon^(TM) 64
       - AMD Athlon^(TM) 64 for Notebooks
       - Mobile AMD Sempron^(TM)
       - AMD Athlon XP-M - สายนี้เป็น Athlon XP ของ desktop แล้วเอามาทำ notebook หล่ะครับ แต่ก็เลือกการผลิตไปแล้วครับ
       จากที่เห็นนะครับ จะแบ่งได้เป็นสองส่วนเหมือนกับ Intel หล่ะครับ โดยมีเพียงแค่ AMD Turion 64 ตัวเดียวที่ทำมาเพื่อ notebook แบบตั้งแต่เริ่มครับ แต่ต่างกับ centrino ตรงที่ Turion 64 เป็น chip ครับ ไม่ใช่เพียงแค่มาตรฐานครับ เอาเป็นว่าเรามาดูตัวอื่นกันก่อนครับ ค่อยมาว่าถึง Turion 64 ครับ
       พวก Mobile AMD Athlon 64 และ AMD Athlon 64 for notebook เป็น CPU 64/32bit หล่ะครับ แต่ความแตกต่างของมันทั้งสองนั้นผมยังไม่เห็นเลยครับ มันน่าจะเป็นสายเดียวกันด้วยซ้ำครับ เพียงแค่ตัว Mobile นั้นจะใหม่กว่าโดยผลิตจะใช้เทคโนโลยีระดับ 90nm (ระหว่าง 130nm กับ 90nm มันต่างกันพอสมควรเลยนะครับ เพราะว่าการที่มันต่ำกว่า 100 nm นั้นจะทำให้มีผลของ Quantum เข้ามาด้วยครับ จากเดิมที่มีผลไม่มากนัก มันเลยแทบจะนิ่งกันที่ 90 nm กันนานหน่อยครับ ถ้าตามเทคโนโลยีจะทราบว่าไม่ถึงปีแน่ๆครับ จะต้องมีการพัฒนาให้มีวิธีการผลิตที่เล็กลงเสมอ.. ทั้งลดต้นทุนเวเฟอร์ที่ราคาแสนแพง เพราะจะได้หน่วยต่อแผ่นเพิ่มขึ้น และยังทำให้ใช้พลังงานน้อยลง ความร้อนก็น้อยลงตามไปด้วยครับ) สำหรับ 2 ตัวนี้ผมยังแทบไม่เห็นขายในไทยเลยครับ …เหอๆ เลยไม่รู้จะพูดไงครับ ฮ่าๆ เอาเป็นว่าผ่านไปเถอะครับ เพราะพูดไปมันก็หาในไทยไม่ได้ อิอิ
       อีกตัวครับก็คือ Mobile AMD Sempron อันนี้เป็น 32bit ตัวเดียวของ AMD ที่ยังเหลืออยู่ในขณะที่ Intel ยังไม่มี 64bit มาลง notebook เลยครับ แม้ว่าการใช้งานปัจจุบันจะเป็นแค่ 32bit ไม่จำเป็นนักก็ตามครับ สำหรับ Mobile Sempron ผมเห็นแค่ Atec นะครับ ที่มีเพราะตัวอื่นผมก็ยังไม่เห็นเหมือนกัน ฮ่าๆ แต่ Sempron นี่ก็แปลกครับ จะมี chip 2 รุ่นด้วยคือรุ่นปกติ คือเอาไว้ notebook ขนาดปกติครับ และก็ chip เล็กสำหรับ notebook เล็กและบางๆครับ ซึ่งตัวหลังก็ต้องเหมาะกว่าเห็นครับ ด้วยความที่ใช้พลังงานน้อยกว่าอีกตัวเกินครึงครับ (62W สำหรับตัวใหญ่ 25W สำหรับตัวเล็ก) เอาเป็นว่าตัวนี้ราคาใช้ได้ในประสิทธิภาพที่ ok เลยทีเดียวครับ แม้ว่าตัวนี้จะอยู่ระดับเดียวกับ Celeron-M แต่ด้วยราคาที่ดูจาก Atec ผมว่าน่าจะหา centrino ได้เลยทีเดียวครับ ในระดับราคานี้และผมก็ว่า centrino น่าสนกว่ามากครับ

     
       มาถึงตัวชูโรงของ AMD ในตอนนี้ครับ AMD Turion 64 Mobile Technology ครับ ตัวนี้น่าจะเป็นตัวที่เอาไว้เป็นตัวหลักพร้อมชนกับ centrino ที่ชื่อติดมานานแล้วหล่ะครับ เหลือเพียงแค่ว่าทำได้ดีแค่ไหน ทั้งการตลาดและประสิทธิภาพครับ สำหรับ Turion64 มันดียังไงครับ มาดูกันครับ
     
    <ul>• Bandwidth ของ Turion 64 จะสูงมากครับเพราะว่าตามสูตรสาย K8 ครับ on-die memory controller ครับ ทำให้การเชื่อมต่อระหว่าง CPU <-> RAM นั้นมีความเร็วสูงกว่าทั่วไปครับ มี latency ต่ำครับ แถม memory controller ตัวนี้ยังรองรับ RAM ได้หลากหลายจริงครับตั้งแต่ PC3200, PC2700, PC2100, PC1600 DDR SDRAM เลยทีเดียวครับ (แต่ก็นะครับ ถ้าใส่ผสมกันมันก็ตามตัวช้านะครับ ดังนั้นใส่เร็วก็ดีกว่าอยู่แล้ว)
    • รองรับมันทั้ง 32, 64 bit ครับ อันนี้คงจะเห็นเมื่อ software 64bit ออกมาเยอะๆหล่ะครับ
    • HyperTransport technology ครับ อันนี้ก็ตามสาย K8 ตามเคยครับ เทคโนโลยีนี้จะมาช่วยลดคอขวดที่เกิดขึ้นในการติดต่ออุปกรณ์อื่นๆกับ CPU ได้ดีทีเดียวครับ
    • ประหยัดพลังงานมากครับ นั่นไม่เพียงแค่เพราะว่ามี PowerNow (ซึ่งก็ไม่ต่างกับ SpeedStep ครับ) แต่ยังมี state เพิ่มอีกครับ คือ C3 Deeper Sleep state เป็น state ของ idle time ครับ ทำให้ประหยัดกว่ารุ่นอื่นๆที่ spec เท่าๆกันครับ
    • ทำมาเพื่อ notebook จริงๆครับ นั่นคืออยู่ใน package uPGA เล็กจริงๆครับ จนทำให้มันสามารถใส่ใน notebook บางๆเล็กๆได้ทั้งหมดครับ ช่วยให้การออกแบบ notebook ดีขึ้นครับ
    </ul>   สำหรับ Turion นั้นจะมีสองสายครับ คือ ML-xx และ MT-xx ครับ ตัว MT เท่านั้นนะครับ ที่จะเป็นทางเลือกครับ เพราะว่า MT นั้นจะเหมาะกับ notebook มากกว่านั่นก็คือประหยัดพลังงานกว่าในประสิทธิภาพที่ใกล้เคียงกันครับ (แหะๆ มันก็แน่หล่ะ สำหรับ ML ถ้ามันก็ดีกว่าก็แค่เรื่องประสิทธิภาพเพราะกินไฟมากกว่าหล่ะครับ ซึ่งไม่คุ้มกับ notebook เลยครับ ในความเห็นผมนะครับ)

    reference: AMD Product Information

       จบกันแค่นี้ดีกว่าครับ สำหรับ CPU เพราะนี้คือการทำความรู้จักมันครับ ไว้ค่อยมาสรุปกันอีกรอบครับ ตอนนี้อย่างน้อยเมื่อเราเห็นตาม brochure หรือเจอตัวจริงก็จะพอเห็นภาพครับ ว่า CPU ที่ใช้ของ notebook ตัวนั้นๆอยู่ตรงไหนครับ แค่นี้หล่ะครับ ที่ต้องการ ^
    ^

    <div align="right">to the top</div><hr size="1" width="90%">

    RAM & Chipset
       เราจะมาทำความรู้จักคร่าวๆ พอครับ เพราะว่า notebook ส่วนใหญ่ก็แทบจะถูกกำหนด spec กันมาหมดแล้วครับ อย่างน้อยที่เราก็ควรจะรู้ คือ เราใช้ RAM ประเภทไหน เครื่องเรารองรับอะไรบ้าง เผื่อไว้สำหรับเพิ่มเติมครับ
       สำหรับในปัจจุบันก็มี RAM แค่ 2 ชนิดครับ ที่ใช้เป็น main memory ครับ นั่นก็คือ DDR SDRAM และ DDR2 SDRAM ครับ ส่วน SDRAM นั้นผมว่าสำหรับ notebook รุ่นใหม่ๆคงจะไม่มีแล้วครับ เอาเป็นว่าเราจะทำความรู้จักเฉพาะรุ่นที่มีขายในตลาดนะครับจะมีดังนี้ครับ
     
    <ul>PC1600 - ผมจะใช้ชื่อมาตรฐานนะครับ ซึ่งถ้าเห็นกันในพันธุ์ทิพย์ก็จะเป็น DDR200 ครับ RAM ตัวนี้จะทำงานที่ 100 MHz ครับ แต่จะเป็น DDR ครับ เลยทำให้ผลที่ได้เหมือนเป็นการทำงานที่ 200MHz ครับ
    PC2100 - สำหรับตัวนี้ก็จะทำงานที่ 133 MHz ครับ หรือ 266 MHz DDR ครับ
    PC2700 - ทำงานที่ 166 MHz หรือ 333 MHz DDR ครับ
    PC3200 - ทำงานที่ 200 MHz หรือ 400 MHz DDR ครับ
    PC2 4700 - สำหรับตัวนี้เป็น DDR2 ครับ จะทำงานที่ 266 MHz หรือ 533 MHz DDR ครับ
    PC2 5300 - DDR2 เช่นกันครับ จะทำงานที่ 333 MHz หรือ 667 MHz DDR ครับ
    </ul>   ซึ่ง module ของ RAM สำหรับ notebook นั้นจะเป็น SO-DIMM หรือ Small Outline Dual Inline Memory Module โดยจะมีขนาดเล็กว่า RAM ปกติที่เป็น DIMM ครับ น่าจะเรียกได้ว่าขนาดไม่ถึงครึ่งของตัว DIMM ครับ ถ้าวัดกันที่ประสิทธิภาพของ RAM ล้วนๆแล้วยังไงเทคโนโลยีที่ใหม่กว่าก็จะดีกว่าเสมอครับ แต่… ปัญหาคือมันไม่ได้อยู่แค่ที่ RAM ครับ สิ่งสำคัญยังอยู่ที่ chipset บน board ที่ทำการเชื่อมต่อกับ RAM ด้วยครับ ดูกันที่ chipset กันดูครับ
       เริ่มกันที่ Intel ครับ ผมจะแนะนำเพียงแค่ chipset 2 ตัวที่เป็นมาตรฐาน Centrino นะครับ เพราะว่าในตลาดส่วนใหญ่ก็ centrino ทั้งนั้นครับ ตัวอื่นนั้นก็ประปรายมากๆครับ
    <ul>• Mobile Intel 915 Express chipset family - สำหรับตัวนี้อีกชื่อก็ Sonoma ครับ ถ้าใครเคยเห็นชื่อนี้ก็ใช่เลยครับ ชื่อ chipset ครับ ไม่ใช่ CPU ^^” (แหะๆ เห็นบางร้านเค้าคงงงๆมั้งครับ) เป็น chipset ที่น่าจะเรียกได้ว่าดีที่สุดสำหรับ Intel ครับ เพราะจากเดิม system BUS ของ intel นั้นจะเป็นตัวกำหนดถึงประสิทธิภาพโดยรวมของระบบครับ เลยทำให้ intel ทำ sonoma ขึ้นมาครับ เพื่อให้รองรับกับระบบ dual-channel DDR2 (533MHz) ทำให้ Bandwidth ของ BUS เพิ่มขึ้นพอสมควรเลยครับ เรียกว่าเป็นที่น่าสนใจมากๆครับ ประสิทธิภาพที่ได้เพิ่มจากเดิมพอสมควรครับ การ์ดจอก็จะเปลี่ยนจาก AGP เป็น PCI Express*16 ครับ ซึ่งจะมี Intel GMA 900 เป็น IGP ส่วน southbridge ก็จะเป็น ICH6-M ครับ ซึ่งจะรองรับ SATA, PCI Express, AC97 2.3, GigabitLAN และ USB port เพิ่มมากกว่าเดิมครับ
     
    • Intel 855 chipset family - สำหรับ chipset ตัวนี้ก็เป็นธรรมดาไม่ได้มีอะไรพิเศษครับ รองรับ DDR มี intel IGP และเจ้า ICH4-M ก็รองรับมาตรฐานทั่วๆไปทั้งหมดครับทั้ง IDE, LAN, USB, wifi ครับ
     
    </ul>   มาทาง AMD จะไม่มี chipset ยี่ห้อตัวเองนะครับ ทำให้ต้องมีพระเอกอย่าง ATi มาช่วยทำ chipset ให้ครับ ดังจะเห็นได้ว่า AMD platform มักจะมากับการ์ดจอ ATi ครับ คงต้องรอให้ nVidia มาร่วมวงด้วย น่าจะได้เห็นอะไรดีๆเพิ่มขึ้นอีกครับ สำหรับ AMD พวก 64 bit ทั้งหลายจะมี memory controller เป็นแบบ on-die โดยจะรองรับ PC1600 ไปถึง PC3200 ครับ เรียกว่าใช้อะไรก็ได้ครับ ผสมก็ได้ครับ (แต่จะยึดความเร็วตามตัวต่ำนะครับ) เรียกว่ายืดหยุ่นมากสำหรับการ upgrade รุ่นครับ ถึงแม้จะใช้ RAM ต่ำกว่าทาง sonoma แต่ประสิทธิภาพกลับเรียกได้ว่าเท่าๆกันเลยครับ.. ส่วน southbrige ก็จะมีของทาง ALi และ ATi ครับ ตามแต่รุ่นครับ… โดยทาง AMD นี้จะต้องใช้ WiFi ของ Atheros เป็นขาประจำครับ
     

    <div align="right">to the top</div><hr size="1" width="90%">

     
    Graphic card
       สำหรับในเรื่องของ card จอนั้นเป็นสิ่งที่น่าจะทำให้สับสนพอสมควรครับ เนื่องด้วยการ์ดจอของ notebook ไม่เหมือนใน PC ซะทีเดียวครับ ถึงจะมีรุ่นคล้ายๆกันครับ จะแบ่งได้เป็นอยู่ 2 ส่วนใหญ่ๆครับ แต่สำหรับ notebook แล้วนั้นเรื่องการ benchmark เพื่อวัดประสิทธิภาพของ card จอนั้นแทบไม่มีครับ ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้ครับ แต่เนื่องด้วยความแตกต่างของสถาปัตยกรรมของทั้งชุดครับ ทำให้ประสิทธิภาพก็ไม่ได้มากมายเหมือนใน desktop ครับเลยจะเป็นการเทียบ spec ให้เห็นครับ อืม.. เริ่มกันเลยดีกว่าครับ
       2 ส่วนใหญ่ๆ นั้นจริงๆน่าจะเป็นส่วนเล็กกับส่วนใหญ่ครับ ซึ่งก็คือ Integrated และ Dedicated Graphic card ครับ มันก็เหมือนการ์ดจอ onboard กับแบบแยกใน desktop ครับ อย่างที่ว่าครับ ประสิทธิภาพก็แน่นอนอยู่แล้วครับ แต่..ปัญหาคือทั้งสองอย่างนี้จะอยู่ในเครื่องที่ต่างกันพอสมควรเลยครับ
    <ul>• Integrated Graphic card - เป็นการ์ดจอที่รวมอยู่ใน northbridge chipset บน board เลยครับ ซึ่งจะทำให้ไม่มี memory เป็นของตัวเองครับ จะต้อง share memory จากระบบครับ ซึ่งการทำตามนี้ก็จะทำให้ไปแย่ง bandwidth ของระบบไปด้วยครับ อย่างไรก็ดี Integrated Graphic card นี่ก็ดีตรงที่ประหยัดพลังงาน แถมยังมีความร้อนน้อยด้วยครับ ทำให้เรียกได้ว่าเหมาะสมมากครับ สำหรับ notebook สำหรับคนที่ไม่คิดจะเล่นเกมครับ ;p
    • Dedicated Graphic card - สำหรับการ์ดจอประเภทนี้นั้นเป็นการ์ดจอที่แยกจาก mainboard เลยครับ โดยส่วนใหญ่แล้วจะมี memory แยกเป็นของตัวเองครับ โดยจะมี GPU ที่ค่อนข้างทรงพลังกว่าแบบ integrated พอสมควรครับ เหมาะกับการเล่นเกมมากครับ แต่ด้วยความที่ประสิทธิภาพสูงก็ทำให้มีทั้งความร้อนและการใช้พลังงานสูงขึ้นไปเป็นเงาตามตัวครับ ดังนั้นเครื่องที่จะมี GPU พวกนี้ก็จะไม่เล็กแน่นอนครับ
    </ul>   สิ่งที่ควรรู้ก่อนที่จะมาทำความรู้จักรุ่นต่างๆของ GPU แต่ละตัวกัน ก็คือ spec บางอย่างครับ
    <ul>DirectX Level: อันนี้ก็เป็นมาตรฐานของทาง microsoft เค้าครับ เป็นสิ่งที่บอกถึงระดับของ hardware ของ GPU ว่าจะมีฟังก์ชันอะไรบ้าง รองรับฟังก์ชั่นต่างๆได้แค่ไหนครับ สำหรับใน notebook นั้นต่ำสุดก็จะเป็น DirectX 7 หล่ะครับ ส่วนใหม่สุดตอนนี้ก็จะเป็น DirectX9c ครับ โดยเกมทั่วไปก็รองรับตั้งแต่ DirectX 7 หล่ะครับ แต่ก็จะมีพวก feature ที่ออกแบบสำหรับเครื่องที่เป็น directX สูงขึ้นไปด้วยครับ นั่นก็คือมันก็จะสวยขึ้น ดีขึ้นครับ อิอ
    Pipelines: สำหรับจำนวนของ pipelines นั้นจะบอกถึงประสิทธิภาพของ GPU ครับ โดยจะอ้างไปถึงจำนวนของ pixel สำหรับ shader ในแต่ละ cycle ครับ ซึ่งยิ่งมากก็ยิ่งดีครับ งานนี้ ถ้าสำหรับเล่นเกมก็ควรจะเป็น 4 pipelines เป็นอย่างน้อยครับ
    Memory Configurations (size / bus width): อันนี้เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญมากครับ ยังไงมากก็ดีกว่าครับ งานนี้ทั้งสำหรับขนาดของ memory และ bus width ครับ ส่วนความหมายของ bus width นั้นก็จะบอกเราถึงความกว้างของ bandwidth ที่ GPU สามารถเชื่อมต่อกับ memory ครับ ซึ่งถ้ามากก็คือในแต่ละ cycle ก็จะส่งข้อมูลได้มากกว่าครับ โดยจะมีตั้งแต่ 64bit, 128bit ไปถึง 256 bit เลยครับซึ่งถ้าเป็นพวกดึง memory จากระบบก็จะเพียงแค่ 64bit ครับ ส่วนพวก dedicated ก็จะมี bus width เท่ากับ 128bit เป็นมาตรฐานครับ ส่วน memory ก็ควรจะ 64 MB ขึ้นไปสำหรับพวกคอเกมส์ครับ
    </ul>   ด้วยความที่ว่า notebook ส่วนใหญ่ก็ไม่มีโอกาสให้เปลี่ยนพวก graphic card แน่ๆครับ ดังนั้นหากเป็นพวกเล่นเกมส์แล้วคิดจะเล่นเกมส์บน notebook ที่จะซื้อนั้นก็ตัดตัวเลือกพวก Integrated ไปได้เลยครับ เพราะว่าจะได้ไม่คุ้มกับเงินที่เสียไปครับ เอาเป็นว่าเลือกดีๆไปก่อนเลยครับ แต่อย่างนึงที่อยากจะบอกคือเครื่องที่เป็น dedicated graphic card ส่วนใหญ่นั้นจะมีแต่ notebook ขนาดปกติ-ใหญ่ครับ นั่นก็คือ notebook ที่มีจอตั้งแต่ 15 นิ้วขึ้นไปเท่านั้นครับ เนื่องด้วยการออกแบบครับ ส่วนพวก notebook ขนาดเล็กก็จะมีเพียง Integrated และdedicated graphic card บางตัวเท่านั้นครับผม ;p
       เราจะมาดูกันทั้งรุ่นและ spec คร่าวๆนะครับ ที่จะพอบ่งบอกได้ถึงประสิทธิภาพได้หล่ะครับ ในส่วนของ dedicated นั้นเราจะแบ่งเป็นอีก 3 กลุ่มย่อยตามประสิทธิภาพครับ คือ Low-end, Mainstream และ Hi-end ครับ

    Integrated Graphic Card (IGP)
       เริ่มกันที่ Integrated graphic card ครับ อันนี้ก็จะมีอยู่ไม่กี่ตัวครับ ที่เห็นกันก็ของ Intel และ ATi ครับ ส่วนที่ประปรายสุดๆรวมทั้ง notebook เก่าๆก็ S3 ซึ่งจะมาพร้อม VIA chipset และ SiS ครับ ในกลุ่มของ Integrated นี่เหมาะสำหรับคนที่ใช้ notebook ทำงานทั่วๆไปครับ โดยที่จะไม่ใช่พวกเกมส์ 3D หล่ะครับ (ส่วน CM ก็ไม่มีปัญหาเพียงแค่ต้องหา RAM มากมายหน่อยครับ) เอาเป็นว่าจะเอามาดูเพียงแค่รุ่นที่เห็นกันบ่อยๆนะครับ
    <ul>Intel Graphics Media Accelerator 900/950:
          * DirectX Level: DirectX 9
          * Pipelines: 4 Pipelines
          * Memory Configurations: 128-bit bus, uses memory shared with system
       ก็เป็นรุ่นที่เห็นกันทั่วไปสำหรับเครื่อง intel platform ครับ ด้วยความที่เป็น intel platform ครับเลยทำให้มี bus width ของระบบกว้างถึง 128-bit ครับ และยังเป็น 4 pipelines เรียกว่าสูงที่สุดของพวกตระกูล IGP ครับ แต่ด้วยความที่มี feature ที่รองรับน้อยกว่าอย่างพวก ATi X200M ทำให้กลายเป็นว่าอาจจะเล่นบางเกมไม่ได้เลยด้วยซ้ำครับ

    ATI Mobility Radeon 9000/9100 IGP:
          * DirectX Level: DirectX 8.1
          * Pipelines: 2 Pipelines
          * Memory Configurations: 128-bits, shared with system
       อันนี้จะมีเพียงแค่บน P4 notebook ครับ เพราะว่าไม่ได้มีทั่วไปครับ สงสัย intel ใช้กำลังภายในเอามาครับ 555 ด้วยความสามารถก็อยู่ในเกณฑ์ดีทีเดียวครับ แม้ว่าจะรองรับเพียงแค่ directX 8 ครับ เอาเป็นว่าก็พอเล่นเกม 3D ได้ครับ แต่ก็ต้องปรับแบบ low ทุกอย่างครับ ถึงจะพอเล่นได้ ^
    ^”

     
    ATI Radeon Xpress 200M:
          * DirectX Level: DirectX 9
          * Pipelines: 2 Pipelines
          * Memory Configurations: Width varies; 16MB, 32MB, and 128MB
       อันนี้เป็นตัวที่ดีที่สุดสำหรับ IGP ครับ แต่ก็มีอยู่หลาย version ที่เดียวครับ ทั้งเป็น memory 128MB แยกเลยและทั้ง share จากระบบครับ ส่วนอีก version ก็คือ share จากระบบด้วย HyperMemory ครับ ได้ตั้งแต่ 16, 32, 128 MB เลยหล่ะครับ ซึ่งถ้าใช้ถึง 128MB แล้วละก็ HyperMemory จะใช้ความสามารถเต็มที่ที่สุดหล่ะครับ เพราะจะเหมือนเห็นเป็น 256 MB เลยทีเดียวครับ สำหรับ IGP ตัวนี้ก็พอจะเล่นเกมได้ครับ เนื่องด้วยแทบจะมี feature ครบทุกอย่างเพียงแค่จะไม่เร็วนัก.. (ไปทางช้ามากกว่าหน่อยครับ แหะๆ) เท่านั้นเองครับ (ซึ่งถ้าเป็นตัว 128MB memory แยกละก็เรียกว่าเป็นตัวที่เล่นได้ดีพอสมควรทีเดียวครับ สำหรับ IGP)
    </ul>   จริงๆก็ยังมีอีกหลายรุ่นครับ ของ ATi ครับ เช่น Mobility^(TM) Radeon 7000 IGP, Radeon 340M IGP, Radeon 320M IGP แต่ก็ไม่โดดเด่นเท่าเจ้าตัวที่บอกไปครับ และก็จะเป็นตัวเก่าๆในตลาดแล้วหล่ะครับ คงเหมาะแค่เพียงทำงานทั่วๆไปเท่านั้นจริงๆครับ

    Low End Dedicated Cards
       คราวนี้จะเป็น dedicated ที่ต่ำที่สุดครับ นั่นจะรวมถึง ATI Mobility Radeon, ATI Mobility Radeon 7500, ATI Mobility Radeon 9000, ATI Mobility Radeon 9200, nVidia GeForce 4 Go Series, nVidia GeForce FX Go 5200 ครับ จะเห็นได้ว่า nVidia เริ่มเข้ามาแล้วครับ ทั้งนี้ทั้งนั้นผมว่าน่าจะเพราะยังไม่มี nForce chipset สำหรับ notebook ด้วยเลยทำให้ยังไม่มีตัว IGP ออกมาครับ แต่สำหรับ Low End Dedicated Card นั้นจะเป็นกลุ่มที่ค่อนข้างจะมีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับ IGP รุ่นใหม่ๆ เช่น พวก GMA 900/950 หรือ Radeon X200M ครับ (ก็เหนือกว่าแบบเล็กๆน้อยๆ ตามประสารุ่นใหญ่กว่าครับ ที่เห็นชัดๆก็น่าจะเรื่อง memory นี่แหละครับ เพราะส่วนใหญ่จะมี memory แยกจากระบบหลักครับ) อืม.. และนี่ก็เป็นกลุ่มของ Graphic Card ที่ดีที่สุดของ notebook ขนาดเล็ก (จอต่ำกว่า 13”) ครับ

    ATI Mobility Radeon X300:
          * DirectX Level: DirectX 9
          * Pipelines: 4 Pipelines
          * Memory Configurations: 64-bit/128-bit; 32MB (w/ HyperMemory), 64MB, 128MB
       สำหรับ X200M ก็คือเหมือนตัวต่ำกว่า X300 ส่วนตัวที่สูงกว่า X300 ก็คือ X600 ครับ เพราะเป็นการตัดความสามารถบางอย่างออกไป ซึ่งสำหรับ X300 นั้นเรียกได้ว่าเป็น Low end dedicated card ที่มีความสามารถสูงที่สุดหล่ะครับ (ที่พอจะสู้ได้ก็ Geforce Go 6400 ครับ) แต่ก็จะมีอยู่หลาย version เช่นกันครับ โดยจะมีของ Dell เพียงยี่ห้อเดียวที่จะเป็น 128 MB แบบแยกจากระบบครับ ซึ่งเป็นตัวที่ความสามารถแทบจะพอสู้ Radeon 9600 ได้เลยครับ สำหรับการเล่นเกมนั้นถือว่าอยู่ในจุดที่เล่นได้ ok เลยครับ เพียงแค่จะเล่นเกมใหม่ๆอย่าง Doom 3 ไม่ไหวครับ

    nVidia GeForce Go 6200 and 6400:
          * DirectX Level: DirectX 9c
          * Pipelines: 4 Pipelines
          * Memory Configurations: 64-bit width; 32MB (128MB after TurboCache) / 64MB (256MB after TurboCache)
       สำหรับ 2 ตัวนี้แทบจะเหมือนกันครับ ต่างกันก็แค่เพียง clock ที่ 6400 จะมากกว่า 6200 ครับผมแต่ปัญหาคือทั้ง 2 ตัวนี้จะใช้ memory จากระบบทั้งคู่ครับ ทำให้ต้องพึ่ง TurboCache ครับ ซึ่งเป็นความสามารถคล้ายๆกับ Hypermemory ครับ เอาไว้อธิบายตอนจบเลยดีกว่าครับ สำหรับรุ่น 6400 ก็ใกล้เคียงกับ X300 ครับ ส่วน 6200 นั้น ถ้ามีทางเลือกก็เอา 6400 ไปเลยดีกว่าครับ

    Mainstream Cards
       สำหรับระดับนี้แล้ว จะเป็น notebook ขนาดปกติถึงใหญ่ครับ นั้นก็คือจอจะเป็น 15” ขึ้นไปครับ เนื่องด้วยการออกแบบและการระบายความร้อนของตัว chip เองด้วยครับ

    ATI Mobility Radeon 9600 (9550) (Pro) (Turbo):
          * DirectX Level: DirectX 9
          * Pipelines: 4 Pipelines
          * Memory Configurations: 32MB (64-bit), 64MB (128-bit), 128MB (128-bit)
       ตัวนี้เป็นตัวที่เป็นตัวเริ่มการ์ดจอดีๆสำหรับ notebook เลยทีเดียวครับ นับตั้งแต่ที่มี Radeon 9600 ลงตลาดทำให้มีการ์ดจอที่เรียกได้ว่าประสิทธิภาพดีสำหรับการเล่นเกม มาเป็นทางเลือกในตลาดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ประสิทธิภาพนั้นไม่ต้องพูดถึงเลยครับ เรียกว่าน่าจะเล่นได้เกือบทุกเกมครับ สามารถเปิด Antialiasing and anisotropic filtering ตอนเล่นได้ด้วยครับ ซึ่งจะทำให้ภาพสวยขึ้นทีเดียวครับ เพราะว่าถ้าเป็นเกมใหม่ๆหน่อยก็คงจะต้องใช้เป็น low setting เพื่อให้เล่นได้อย่างมีความสุขครับ อิอิ และอย่างน้อยก็น่าจะเป็นรุ่น 64MB Radeon 9600 ครับผม

    ATI Mobility Radeon 9700:
          * DirectX Level: DirectX 9
          * Pipelines: 4 Pipelines
          * Memory Configurations: 128-bit; 64MB, 128MB
       ตัวนี้ก็ไม่มีอะไรมากครับ ก็เหมือนกับว่าเป็น Radeon 9600 ที่เร็วขึ้นนิดหน่อยครับ

    ATI Mobility Radeon X600:
          * DirectX Level: DirectX 9
          * Pipelines: 4 Pipelines
          * Memory Configurations: 128-bit; 64MB, 128MB
       สำหรับตัวนี้คือ Radeon 9700 ในรูปแบบของ PCI Express ครับ แทบจะไม่เห็นความแตกต่างสำหรับ memory 128MB และ 64MB หล่ะครับ

    nVidia GeForce FX Go 5700:
          * DirectX Level: DirectX 9
          * Pipelines: 4 Pipelines
          * Memory Configurations: 128-bit; 64MB, 128MB
       สำหรับตัวนี้จะเป็นตัวต่ำที่สุดในระดับนี้ครับ เนื่องจากเป็น FX series เลยทำให้มี feature ต่างๆสำหรับ directX 9 ครับ แต่ประสิทธิภาพที่ได้นั้นไม่ค่อยดีนักครับ ถ้าเลี่ยงได้ก็เลี่ยงไปหาตัวอื่นดีกว่าครับ เพราะในระดับนี้ดูเหมือนจะเป็น ATi ที่ทำได้ดีกว่าครับ

    High End Cards

    ATI Mobility Radeon 9800:
          * DirectX Level: DirectX 9
          * Pipelines: 8 Pipelines
          * Memory Configurations: 256-bit; 128MB, 256MB
       ด้วย spec ระดับนี้ก็ไม่ต้องห่วงหล่ะครับ ประสิทธิภาพไม่น่าเป็นห่วงเล่นได้ทุกเกมครับ ไม่ว่าจะใหม่หรือเก่าครับ โดยจะให้ประสิทธิภาพพอๆกับ Radeon 9800 Pro ของ desktop เลยทีเดียวครับ แม้ว่าจะเปิดการใช้งานของ antialiasing and anisotropic filtering ก็ยังทำได้ดีครับ

    ATI Mobility Radeon X700:
          * DirectX Level: DirectX 9b
          * Pipelines: 8 Pipelines
          * Memory Configurations: 128-bit; 64MB, 128MB
       สำหรับตัวนี้เป็นตัวที่ประสิทธิภาพใกล้เคียงกับ Mobility Radeon 9800 ครับ ซึ่งก็เทียบได้กับ a desktop Radeon X700 Pro ครับ ตัวนี้ก็น่าจะเป็นตัวที่แนะนำสำหรับฝั่ง ATi หล่ะครับ

     
    ATI Mobility Radeon X800 (XT):
          * DirectX Level: DirectX 9b
          * Pipelines: 12 Pipelines (16 Pipelines for the XT)
          * Memory Configurations: 256-bit quad-channel GDDR3 memory interface
       สำหรับ Radeon ตัวนี้ของ ATi เรียกได้ว่าประสิทธิภาพพอๆกับ GeForce Go 6800 ครับ ซึ่งจะมีเพียงแค่ใน notebook รุ่นใหญ่ที่สุดแล้วจริงๆครับ แม้ว่าจะเปิด antialiasing and anisotropic filtering ก็ยังเล่นได้แบบลื่นไหล ไม่มีรู้สึกว่าช้าลงครับ และก็จะมี XT version ที่เป็น 16 pipelines ที่เทียบได้กับ desktop XT PE edition เรียกว่าประสิทธิภาพหาตัวจับยากครับ

    nVidia GeForce Go 6600:
          * DirectX Level: DirectX 9c
          * Pipelines: 8 Pipelines
          * Memory Configurations: 128-bit; 64MB, 128MB
       ตัวนี้ก็มาเพื่อชนกับ Mobility Radeon X700 ครับ แต่ก็จะรองรับถึง DirectX 9c ครับ ในขณะที่ X700 รองรับเพียง 9b ครับ เรื่องประสิทธิภาพไม่ต้องพูดถึงครับ เรียกได้ว่าเป็นตัวที่น่าสนใจมากตัวนึงครับ และน่าจะเหมาะสมที่สุดสำหรับ notebook จอ 15.4” นิ้วครับ

    nVidia GeForce Go 6800 (Ultra):
          * DirectX Level: DirectX 9c
          * Pipelines: 12 Pipelines
          * Memory Configurations: 256-bit 256MB
       ตัวนี้เป็นตัวที่น่าจะเรียกได้ว่าดีที่สุดสำหรับ notebook ครับ (ถ้าไม่นับ 7800 GTX) เอาเป็นว่าไม่มีอะไรที่มีปัญหา สำหรับตัวนี้เลยครับ มาดู spec อีกนิดหน่อยครับ
          Memory Bandwidth (GBps) Up to 35.2
          Fill Rate (pixels/sec.) 5.4 billion
          Vertices/Second 565 million
          RAMDACs 400 MHz

     
    nVidia GeForce Go 7800 GTX
          * DirectX Level: DirectX 9c
          * Pipelines: 12 Pipelines
          * Memory Configurations: 256-bit 256MB
          * Memory Bandwidth (GB/sec.) 38.4
          * Fill Rate (billion pixels/sec.) 10.32
          * Vertices/sec. (million) 860
          * RAMDACs (MHz) 400
       ตัวสุดท้ายครับ แม้ว่า 6800 ก็เรียกได้ว่าดีที่สุดแล้วครับ แต่ว่ายังมีอีกตัวครับ นั่นก็คือ 7800 GTX ครับ ซึ่งน่าจะยังไม่ลงสู่ตลาดจริงๆ น่าจะเรียกได้ว่าจะได้เห็นตัวนี้กันอีกไม่เกินไตรมาสนึงครับ สำหรับ Spec แล้วก็ไม่ต้องคิดเลยครับ ดีกว่า 6800 อยู่เกือบๆ 2 เท่าเองครับ… แหะๆ ซึ่งคงจะเป็นตัวที่อยู่ใน notebook ที่เป็นรุ่น top จริงๆเท่านั้นครับ

    reference :
       - ATi Mobile Products
       - nVidia Mobile Products

    <div align="right">to the top</div><hr size="1" width="90%">
    Harddisk drive
       สำหรับ Harddisk ของ notebook นั้นเท่าที่ผมเห็นที่ขายกันก็จะมีใหญ่สุดไม่น่าจะเกิน 100GB นะครับ ซึ่งจริงๆก็มีถึง 160 GB ครับแต่ประเด็นที่แตกต่างกันมันก็มีแค่ 2 ปัจจัยครับ คือ cache และความเร็วรอบครับ
    <ul>• Spindle Speed หรือความเร็วรอบแกนหมุน: ตัวนี้เรียกได้ว่าเป็นปัจจัยหลัก ของความเร็วของ Harddisk ครับ โดยสำหรับ notebook นั้นจะมีตั้งแต่ 7200, 5400 และ 4200rpm ครับ เท่าที่หาดูในไทยตัว 7200rpm ท่าทางจะหายไปแล้วครับ ไม่ทราบว่าด้วยเหตุผลใด แต่เมื่อเร็วมากสิ่งที่ตามมาคือ ไฟและความร้อนครับ จริงๆก็รวมถึงเสียงด้วยครับ ที่ต้องเอาไปแลกกับความเร็วครับ จริงๆก็น่าจะไม่เหมาะกับ notebook ขนาดเล็กแน่ๆครับ แต่สำหรับ notebook ขนาดใหญ่หน่อย ที่ทำเพื่อทดแทน desktop ผมว่ามันเป็นทางเลือกที่น่าสนจริงๆครับ ส่วน 4200rpm นั้นแม้จะประหยัดไฟ ร้อนน้อยแค่ไหนมันก็เป็นทางเลือกที่ไม่ดีนักจริงๆครับ เพราะอย่างว่า Harddisk ยังไงก็ยังเป็นคอขวดของระบบอยู่ดีไม่ว่าจะเป็นระบบไหนทั้ง desktop และ notebook ครับ
    cache หรือ buffer: อันนี้ก็เหมือนเป็น memory สำหรับพักข้อมูลครับ ระหว่างที่อ่านจากแผ่นกับส่งต่อเข้า BUS ครับมันจะสำคัญมากพอสมควรครับ เนื่องจาก BUS ซึ่งเรียกได้ว่ามีความเร็วสูงกว่าพอสมควรครับ ทำให้ข้อมูลอาจจะต้องมาออกันเพื่อเข้าสู่ Harddisk ครับเลยต้องมีเจ้านี่มาช่วยรับหน้าไว้ก่อนครับ โดยปกติขนาดของ cache นั้นจะขึ้นกับขนาดของ Harddisk ซะมากกว่าครับ cache ใหญ่ก็ดีจริงครับแต่มักจะไม่ค่อยมีให้เลือกนี่ซิครับ ;p
    </ul>   2 ปัจจัยนี้ก็เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อความเร็วครับ แต่จริงๆแล้วก็ยังมีอีกครับ นั่นคือขนาดของ Harddisk นั้นเอง จะดูเหมือนไม่ค่อยเกี่ยวครับ แต่มันก็เกี่ยวนี่ซิครับ เพราะว่าเมื่อ Harddisk ใหญ่ขึ้น มันก็จะทำให้ disc ใน Harddisk นั้นต้องใหญ่ขึ้น ความจุเพิ่มขึ้นนะครับ แต่ขนาดทาง physical ไม่ได้ใหญ่ไปด้วยครับ กลายเป็นต้องเพิ่ม disc แทนครับ ทำให้หัวอ่านเพิ่มขึ้น มันก็เลยกลายเป็นเมื่อหมุนไปเท่ากัน กลายเป็นอ่าน/เขียนได้เพิ่มขึ้นนั่นเองครับ (และจริงๆก็คือทำให้ต้องมี cache เพิ่มขึ้นตามไปด้วยครับ) เอาเป็นว่าถ้ามีทางเลือกก็อย่าลืมมองดูบ้างครับ ว่ามันรุ่นอะไร แล้วลองมาหาใน web ผู้ผลิตดูว่ารุ่นดี ok รึป่าวครับ ส่วนใหญ่แล้ว cache ของ Notebook Harddisk จะมีขนาด 8MB ไม่ว่าจะความเร็วรอบเท่าใดครับ ถ้าต่ำกว่านี้ก็หายี่ห้ออื่นรุ่นอื่นได้เลยครับ ;p

    reference : Seagate Notebook and Laptop Storages

    <div align="right">to the top</div><hr size="1" width="90%">
    Monitor #2: comparison
       อืม จากในบทความแรกครับ “มาเลือก notebook กันดีกว่า” คราวนี้ได้ตัวจอมัน หรือจอ Crystal view มาแล้วครับ แต่ที่ผมได้เป็น Fujitsu นะครับ ทำให้มีเปรียบเทียบจอทั้งสองแบบครับ กะว่าจะถ่ายรูป แต่พอถ่ายแล้วมันก็มองไม่ชัดอยู่ดีครับ เอาเป็นว่ามาอธิบายกันคร่าวๆครับ เพราะว่ามันก็บอกยากอยู่ดีแหละครับ ความชอบแต่ละคนไม่เหมือนกันครับ จากที่เทียบนะครับ ผมมีเทียบอยู่ 3 เครื่องคือ Fujitsu S2020, Fujitsu S2110 และ IBM R50e ครับ มีเพียงตัวเดียวที่เป็นจอ Crystal view คือ S2110 ครับ
       ได้ข้อสรุปว่า สำหรับ Fujitsu นั้นไม่ว่าจะเป็นจอแบบใดสีขาวนั้นก็จะเป็นขาวอมเหลืองครับ เจ้า S2020 นั้นเรียกได้ว่าเหลืองมากอยู่ครับ ส่วน S2110 นั้นจะขาวขึ้นครับ ถ้าไม่เทียบกับจออื่นก็จะคิดว่ามันขาวแล้วครับ แต่พอมาเจอ R50e เป็นจอด้านปกติครับ เรียกได้ว่า แสดงสีขาวได้ดีที่สุดจริงๆครับ แม้ว่า contrast จะสู้จอมันไม่ได้ครับ เอาเป็นว่าถ้าเป็นสี grayscale ผมให้ IBM R50e ชนะขาดครับ อีกเหตุผลนึงที่ผมให้มันชนะขาดเพราะว่าเวลาที่จอ crystal เป็นสีดำ จะทำให้เป็นเหมือนกระจกครับ มีการสะท้อนชัดเจนเอามากๆครับ ผมถือว่ามันไม่ดีครับ แต่ถ้าเป็นสีอื่นที่สว่างๆ ก็จะไม่มีปัญหาครับ …
       ข้อสังเกตอีกข้อคือผมว่า เมื่อเปิด web capsules หน้าแรกครับเปิดทั้ง 3 เครื่องผมว่ามันคล้ายกันมากครับ เรียกว่าแทบแยกไม่ออกว่าจอไหนเห็นชัดกว่ากัน หรือสีเครื่องไหนสวยสุดครับ พอๆกันจริงๆ น่าจะเพราะสีจะไม่สดมาก ออกโทนอ่อนๆมากกว่ามั้งครับ แต่ถ้าดูภาพสีสดๆ จะกลายเป็นว่าจอ crystal ก็แสดงอารมณ์ของภาพได้ชัดเจนที่สุดจริงๆครับ ;p เท่าที่ลองแล้วผมก็คงสรุปเหมือนเดิมครับ แต่เพิ่มนิดนึงคือ จากที่จะเอา web ที่เราดูจนคุ้นตาไปลองเปิดดูแล้ว แนะนำให้เอารูปที่เราชอบ จะสีสดไม่สด ไม่รู้ครับ ลองเอาไปเปิดดูว่าพอใจกับภาพที่เห็นรึป่าว ถ้าพอใจผมว่านั่นก็เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดครับ อย่าลืม.. เปิดเทียบกับอีกตัวนะครับ ไม่งั้นเราจะมองไม่เห็นความแตกต่างเลยครับ จะกลายเป็นว่าให้เปิดทำไม ไม่เห็นแตกต่างกันเลย 555 แล้วอย่ามาโทษกันครับ หุหุ

    <div align="right">to the top</div><hr size="1" width="90%">
    Battery & else....
       มาถึงเรื่องสุดท้ายที่จะพูดถึงครับ ซึ่งจริงๆก็จะมีอีกตามรายละเอียดปลีกย่อยตามที่แต่ละคนสนใจอีกครับ จะอธิบายยังไงก็คงไม่หมดครับ แต่ผมว่าก็น่าจะได้หลักๆทั้งหมดแล้วครับ สำหรับเรื่องนี้ ผมว่ามันเป็นจุดที่สำคัญเพราะจุดประสงค์ของ notebook ครับ คือ PC ที่พกพาได้ ไปไหนได้ และใช้งานได้ทุกที่ ไม่จำกัดแค่เพียงบนโต๊ะดังนั้นการใช้งานโดยขาดแหล่งพลังงานอย่างที่ใช้ยังไงก็ไม่หมด อย่างปลั๊กไฟ 55 เรียกว่าเป็นจุดสำคัญอีกจุดนึงครับ แม้ว่าแบตเตอรี่สมัยนี้จะพัฒนาให้เล็กลง จุมากขึ้น แต่อุปกรณ์ทั้งหมดก็พัฒนาไปด้วยครับ ซึ่งการที่จะได้ประสิทธิภาพดีขึ้นนั้น ก็ต้องแลกกับพลังงานมากขึ้นตามไปด้วยครับ แม้ว่าจะมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วย แต่ก็ไม่อาจจะทำให้ notebook เราอยู่ได้เหมือน PDA บางรุ่นที่จะอยู่ได้ซัก 8 ชม. 10 ชม. เอาเป็นว่าระยะเวลาการใช้งานนั้นจะขึ้นกับการใช้งาน รวมทั้งการตั้งค่าของ power management function ด้วยครับ คงจะบอกไม่ได้ว่าตัวไหนจะใช้ได้จริงๆแค่ไหนครับ แต่คร่าวๆ เท่าที่ผมเห็นใหญ่ที่สุดก็น่าจะเป็นประมาณ 4800-5800 mAh ครับ ซึ่งจะใช้ได้ราวๆ 3-5 ชม. ตามแต่การใช้งานครับ โดย battery ขนาดนี้จะมีในพวก mainstream กลางๆไปจนถึง hi-end ครับ ส่วนพวก low-end ถึง mainstream ช่วงแรกๆ ก็จะมี battery ประมาณ 2x00-3x00 mAh ครับ จะใช้งานได้เพียง 1-2 ชม. นิดๆครับ ซึ่งจริงๆแล้วก็จะไม่มีปัญหาหากมีที่ทำงานประจำ ต้องการเพียงเอา notebook ไปทำงานที่ office และเอางานกลับมาต่อที่บ้านก็ ok ครับ
       โดยจะมีทางเลือกคือเป็น docking battery หรือ battery ก้อนที่ 2 มาช่วยได้ครับ ก็แล้วแต่ความจำเป็นในการใช้งานครับ ^^

       ที่เหลือก็จะเป็นพวกการเชื่อมต่อต่างๆครับ เช่น FireWire port, USB port, DVD-writer, combo drive, port เชื่อมต่อต่างๆไม่ว่าจะเป็น monitor, Serial, parrarell ครับ ก็อย่าลืมดูๆไว้ด้วยนะครับ ที่ต้องดูจริงๆก็ notebook ขนาดเล็กครับ เนื่องด้วยขนาดทำให้ไม่มีที่วาง port ต่างๆครับ ทำให้จะเหลือเพียงแค่ port ที่เค้ามองว่าจำเป็นครับ (จำเป็นเรารึป่าวอีกเรื่องครับ 55) แต่ความเป็นจริงแล้วก็ทำทางไว้เผื่อไว้แล้วครับ นั่นคือ docking station ครับ แต่มันเป็น optional เราต้องซื้อเพิ่มเท่านั้นครับ (ดังนั้นดูให้ดีให้พอใจก่อนดีกว่าครับ เพราะอุปกรณ์เสริมมันแพง ;p)
       เท่าที่ผมเห็นส่วนใหญ่ notebook ใหม่ๆก็จะมี USB port มาให้ 3 port, Firewire 1 port, Infrared, Monitor out, Mic in, Audio out เป็นอย่างน้องครับก็น่าจะเพียงพอพอสมควรครับ ;p

    <div align="right">to the top</div><hr size="1" width="90%">
    Selection
       หลังจากที่ทำความเข้าใจในเรื่อง spec มากันพอสมควรครับ ถึงเวลาที่จะมาเลือกเครื่องจริงๆกันซักทีครับ เพราะว่าไม่ได้เหมือน desktop ที่จะอยากได้อะไรก็ซื้อแล้วมาประกอบกันได้ครับ คงต้องเป็นการเลือกยี่ห้อรุ่น จุดมุ่งหมายของบทความนี้ก็อยากจะให้ classify notebook แต่ละรุ่นได้ครับ ว่าเราจะเลือกอะไร อยู่จุดไหน หาความเหมาะสมระหว่างประสิทธิภาพและงานที่เราจะใช้ครับ สำหรับ Low end, mainstream, hi end ที่จะใช้แบ่งระดับของ notebook นั้นจะขึ้นกับ graphic card เป็นหลักครับ รองๆก็คือ chipset และ CPU ครับ เพราะว่าสิ่งที่ทำให้มันแตกต่างระหว่าง notebook ได้ชัดเจนจากมากที่สุดไปน้อยที่สุดครับ แต่ไม่ใช่หมายความว่า low end จะแย่อะไรครับ เพียงแค่การวางตลาดต่างกัน ก็เหมาะกับงานต่างๆกันไปครับ ส่วนตัวแล้วตลาดที่ใหญ่ที่สุดก็คือ mainstream (ไปทาง low-end) ครับ เป็นจุดที่น่าสนใจที่สุดครับ เพราะว่าราคา+ประสิทธิภาพน่าจะสมดุลที่สุดครับ และผมก็ทึกทักเอาเองว่าคนใช้ notebook ส่วนใหญ่คงจะไม่ได้เล่นเกมกันเป็นกิจวัตรครับ ฮ่าๆ
       เอาเป็นว่าผมทำให้เป็น diagram สำหรับเปรียบเทียบครับ น่าจะพอครอบคลุมทีเดียวครับ เรียกว่าถ้าอันไหนเป็นปัจจัยหลักก็จิ้มมันตรงนั้นเลยครับ แล้วก็ขีดเส้นตั้งฉากครับ ก็จะได้ทั้งยี่ห้อที่มีและ spec ที่เป็นไปได้ให้เลือกสรรกันครับ น่าจะง่ายขึ้นในการ scope รุ่น notebook ที่สนใจครับ ทั้งนี้ทั้งนั้นอย่าลืมจุดนึงครับ ที่ว่าราคานั้นประกอบด้วย performance + design ครับ โดยตัวหลังนี่ค่าตัวมันจะสูงกว่าจริงๆครับ เหอๆ
     
       อธิบายกับ diagram ให้เข้าใจตรงกันซักหน่อยครับ หลักๆก็คือ ฝั่งซ้ายก็คือ ถูกและประสิทธิภาพน้อยกว่าทางฝั่งขวาครับ
    <ul>• Hi-End: วางไว้ว่าเป็นเครื่องที่เล่นแทบจะได้ทุกอย่างหล่ะครับ เหมาะจริงๆสำหรับ gamer ครับ ส่วนคนที่ไม่เล่นเกมผมก็ไม่แนะนำครับ เพราะเปลือง.. ฮ่าๆ
    Mainstream: อันนี้ก็เป็นส่วนที่เรียกว่ากว้างที่สุดครับ ถ้าค่อนไปทาง Hi-end ก็จะมีประสิทธิภาพดีครับ แต่ก็ไม่เหมาะกับการเล่นเกมใหม่ๆ คงได้เพียงเล่นแก้เหงาบ้างครับ ส่วนงานอื่นๆก็ไม่ต้องกังวลครับ ไม่มีปัญหาแน่นอน ส่วนถ้าค่อนมาทาง low end ก็จะทำงานได้ดีครับ เพียงแค่เรื่องเกมก็อย่าไปหวังมันเลยครับ อิอิ อย่าเล่นดีกว่าครับ จะหงุดหงิดเปล่าๆครับ ในตลาดส่วนนี้ประเด็นให้เลือกก็น่าจะอยู่ที่ขนาด+ design ด้วยครับ ทำให้มันมีความแตกต่างของราคาค่อนข้างมากครับ
    Low-End: ส่วนนี้ก็ปกติครับ เป็นเครื่องใช้งานจริงๆครับ พิมเอกสาร, งาน office, online ล้วนทำได้ทั้งนั้นครับ เพียงแค่อาจจะต้องใจเย็นบ้าง อาจจะไม่เร็วไม่แรง แต่ก็ไม่ช้าจนน่ารำคาญครับ ในตลาดส่วนนี้ก็จะมีขนาดเข้ามาเกี่ยวด้วยครับ ประเด็นก็คือแบตเตอรี่ด้วยครับ ถ้าขนาดเล็กนั้นแบตเตอรี่ในตลาดส่วนนี้มักจะไม่ใหญ่ครับ เนื่องด้วยลดต้นทุนครับ ทำให้เล่นได้ไม่นานนัก แต่ถ้ามีปลั๊กตามที่ใช้งานก็ไม่มีปัญหาครับ
    </ul>   ด้วยความที่มียี่ห้อด้วยเลยทำให้ต้องอธิบายกันสั้นๆครับ ว่าทำไมจึงเป็นแบบนี้ จริงๆจะพยายามใส่รุ่นด้วยครับ … แต่ด้วยความที่ข้อมูลไม่ใช่น้อยครับ เลยเอาเป็นว่า ไม่แน่ครับ ฮ่าๆ ถ้าว่างๆก็จะใส่ไว้บ้างครับ หรือพัฒนาให้มันเลือกได้ง่ายๆ มี database เล็กๆครับ (ยังคิดรูปแบบไม่ออกครับ แหะๆ) แต่ตอนนี้เอาสั้นๆไปก่อน ฮ่าๆ อาจจะไม่ครบทุกรุ่นแต่ผมว่าเป็นยี่ห้อที่เอาเป็นว่าน่าสนใจกว่าตัวอื่นละกันครับ
       สำหรับ Toshiba นั้นมี Low-end อยู่หลายตัวครับ แต่ผมไม่ทราบว่าเข้าไทยจริงๆรึป่าวครับ แต่ที่ระดับ hi-end นั้น Toshiba ยังไม่มีตัวไหนที่ออกมาแบบใช้ card จอแบบระดับสุดๆจริงๆเลยครับ เห็นสูงสุดเพียงแค่ Geforce Go 6600 เท่านั้นผมก็เลยให้ได้แค่นี้ครับ
       สำหรับ Fujitsu แล้วเรื่องราคานั้นอยู่ในจุดที่ค่อนข้างสูงคงเพราะ design รวมไปถึง spec ก็ยังมีหลากหลาย จริงๆแล้วก็จะเน้นไปในส่วนของ mainstream มากกว่าครับ แต่สำหรับ Hi-end ก็ยังมีให้เลือกครับ
       สำหรับ Acer นั้นคงเห็นกันได้ทั่วไปครับ ส่วนรุ่น Hi-end ที่ต้องยอมจริงๆก็คือ Ferrari 4000 series นี่มันครบทั้ง performance และ design จริงๆครับ น่าจะเป็นยี่ห้อที่ออกมามากที่สุดจริงๆครับ
       ค่ายใหญ่อย่าง IBM/Levono นั้นคงจะไม่มีมีใครปฏิเสธว่ามีมันทุกรุ่นจริงๆครับ ตั้งแต่ R series, X series และ T series เรียกว่าครบเครื่องอยากได้เครื่องประมาณไหน ส่วนความเป็นมาตรฐานนั้น ..ฮ่าๆ หน้าตาเหมือนๆกันทุกรุ่นครับ ;p
       สำหรับค่า HP/Compaq จริงๆแล้วก็จะให้ customize เองได้หล่ะครับ (สงสัยเลียนแบบ dell) แต่ในเมืองไทยก็มีให้เลือกไม่มากครับ เลยไม่รู้จะทำไงเหมือนกันครับ เขียนไม่ถูกครับ เอาเป็นว่าขีดเส้นให้รู้ว่ามีเยอะครับ .. แต่ในไทยน่าจะมีแค่สูงสุดแค่ mainstream ครับผม
       SONY VAIO ชื่อนี้นั้นทำไมต้องมี *** เพราะว่าด้วยราคากับประสิทธิภาพแล้วไม่เข้ากันครับ จะให้มันอยู่ใน Hi-end ก็ทำไม่ได้ครับ เพราะว่าเราจะวัดกันที่ประสิทธิภาพไม่ใช่ราคาครับ เหอๆ VAIO นั้นเรียกได้ว่าไม่มีรุ่นไหนที่จะเกินตลาด mainstream เลยครับ มีเพียง spec ธรรมดาๆกับจอสวยๆเท่านั้นจริงๆครับ แต่ราคานี่น่าจะเรียกว่า Hi-End จริงๆครับ ฮ่าๆ
       Local brand อย่าง ATEC นั้นจะเป็น AMD Instead ทั้งสายครับด้วยความที่เจาะทั้ง Sempron และ Turion 64
       BTC notebook สั่งประกอบได้ราคาต่ำสุดอยู่ที่ 19900฿ ไม่รวม VAT เท่านั้นครับ แต่ด้วยความที่ประกอบเองทำให้มี spec ให้เลือกสรรไม่มากนักครับ เลยคงอยู่ได้เพียงระดับ low-end ครับ

    <div align="right">to the top</div><hr size="1" width="90%">
    Conclusion
       ก็จบแล้วครับ สำหรับ Notebook selection #2 เรียกว่าถ้ารวมกัน Notebook selection #1 ก็น่าจะครอบคลุม และให้มุมมองเพียงพอสำหรับคนที่อยากซื้อ notebook แต่ดูแล้วไม่เห็นมันจะต่างกันเลย จะครอบคลุมแค่ PC นะครับ ส่วน Mac อย่าง iBook, PowerBook ผมก็ไม่ทราบครับ 555 แต่รุ่นก็มีไม่มากก็คงไม่เป็นปัญหาครับ เอาเป็นว่าเทคโนโลยีก็เปลี่ยนไปเรื่อยครับ ออกมาใหม่กันตามไม่ทัน อีกไม่นานรุ่นที่กล่าวถึงในนี้ก็คงล้าสมัยไป คงไว้เพียง concept ในการแบ่งแยกระดับเหมือนเดิมครับ ส่วนเราผู้ใช้ ผู้ซื้อก็ซื้อให้เหมาะกับการทำงานเราดีที่สุดครับ ไม่ต้องเผื่ออนาคตหรอกครับ เพราะอนาคตมันก็อนาคตครับ ดีแค่ไหนก็ตกรุ่นเหมือนกันครับ ตามหลักพอเพียงเลยครับ ฮ่าๆ ;p
       สุดท้ายจริงๆแล้วครับ ผมว่าเลือกคนที่เลือก notebook นั้นผมว่าก็เลือกแค่ 2 อย่างครับ คือ design+performance ครับ design นี่แต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่ performance นี่ชัดเจนครับ.. แต่ผมว่าอีกอย่างคือการใช้งานครับ ตามในบทความ “มาเลือก notebook กันดีกว่า” ครับ เป็นมุมมองที่สำคัญทีเดียวครับ ขอให้ได้ notebook ที่ถูกใจครับ ^
    ^

  • มาเลือก notebook กันดีกว่า


       คราวนี้เราจะมาดูกันเรื่อง Notebook กันบ้างครับ เนื่องจากมันมีอยู่หลากหลายรุ่น หลากหลายยี่ห้อให้เลือกเหลือเกินครับ รุ่นก็หลากหลายหล่ะครับ แต่ปัญหาคือ Notebook ไม่ได้ถูก ไม่ใช่ซื้อแล้วเปลี่ยนขำ-ขำกันได้หล่ะครับ มันเลยต้องมาดูกันถึงปัจจัยต่างๆกันด้วยครับ เพื่อให้ได้ notebook ที่น่าพึงพอใจที่สุดหล่ะครับ ในความคิดผม notebook มันคือ com สำหรับพกพาเพื่อทำงาน… ไม่ใช่เล่นเกมหล่ะครับ ไม่ได้เป็นเครื่องสำหรับ gamer เลย ไม่ว่าจะเรื่องความเหมาะสมของประสิทธิภาพเครื่อง ความทนทานของอุปกรณ์อย่าง keyboard, mouse หรือแม้กระทั่งจอหล่ะครับ เอาเป็นว่าในบทความนี้จะเป็นการเลือก suitable notebook ไม่ใช่สักแต่เลือก powerful notebook แน่ๆหล่ะครับ เพราะว่าถ้าคิดจะเลือก powerful notebook ก็เอามันรุ่น top ราคาโคตรแพงก็ได้ครับ ดีหน่ะดีแน่ครับ แต่ผมแนะนำให้หา desktop spec ใกล้เคียงและก็รับประกันได้ว่าราคาถูกกว่ากันมากกว่าครึ่งนึงแน่นอนครับ ^^”
       ทั้งหมดในบทความนี้เน้นรุ่นกลางๆ หล่ะครับ เพราะว่าผมมิอาจเอื้อมใช้รุ่นสูงๆได้ ฮ่าๆ เลยไม่สามารถที่จะบอกได้นอกจากเพียงแค่หา review มาเปรียบเทียบหน่ะครับ แต่ประเด็นที่จะแสดงให้เห็นในบทความนี้ จะไม่ได้เน้นไปถึงประสิทธิภาพที่ได้กับ notebook หากแต่จะเป็นความรู้สึกที่ได้ใช้ ความแตกต่าง ความเหมือนที่แตกต่างระหว่าง notebook และ desktop มากกว่าครับ หลังจากที่ได้ลองใช้มา 2-3 ยี่ห้อมันก็มีข้อเด่นต่างๆกันไปครับ โดยจะมาเปรียบเทียบกันให้เห็นชัดเจน และจะได้มีมุมมองที่กว้างขึ้นก่อนที่จะเลือก notebook หล่ะครับ เป็นมุมมองที่อาจจะไม่ได้สังเกต ขณะซื้อ หรือไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นความแตกต่างหล่ะครับ ^
    ^
       สำหรับในตลาดในเมืองไทยยี่ห้อที่เด่นๆ ก็คงจะไม่พ้น Acer จริงๆหล่ะครับ ด้วยความที่ออกมามันทุกระดับ ซึ่งก็แบ่งเป็นยี่ห้อย่อยๆหลายยี่ห้อ รวมทั้ง Visage ที่ออกมาเพื่อขนาดเล็ก ราคาประหยัดหล่ะครับ นั่นคงเป็นเหตุผลที่ทำให้ Acer ทำได้ดีในเมืองไทยหล่ะครับ … การตลาด … เท่านั้นจริงๆครับ ส่วนยี่ห้ออื่นๆก็รองๆลงมาครับ ที่ผมจะเปรียบเทียบก็คงจะมีเพียงแค่ Acer, IBM, Toshiba และ Fujitsu หล่ะครับ เนื่องด้วยเท่าที่ได้สัมผัสก็มีแค่นี้หล่ะครับ ฮ่าๆ ซึ่งรุ่นก็อยู่ในระดับไม่ต่างกันมากเลยน่าจะพอเทียบกันได้ครับ ^^ เริ่มมาดูกันทีละ factor ครับ

    Size does Matter!
       สำหรับ notebook แล้ว … สิ่งที่ไม่ควรจะมองข้ามคือ ขนาดหล่ะครับ แต่ถ้าใครคิดจะซื้อ notebook มาแทน desktop ที่บ้านก็แล้วไปครับ เรื่องนี้ก็อาจจะเป็นปัจจัยรองลงไปครับ .. เรื่องขนาดของ notebook นั้นผมว่าน่าจะจัดได้แค่ 2 กลุ่มใหญ่ๆครับ คือขนาดมาตรฐาน กับขนาดเล็กครับ
    <ul>• ขนาดมาตรฐาน - ผมหมายถึงรุ่นที่มีจอขนาด 14” 15” หรือมากกว่าหล่ะครับ ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็มีทั้งแบบปกติและ wide screen ให้เลือกมากมายหล่ะครับ ซึ่งผมเองก็ไม่ค่อยแน่ใจครับ ว่ามันจะมีประโยชน์ สำหรับ widescreen กับ notebook หน่ะครับ ด้วยความที่ว่าการที่เป็น widescreen ถึงจะได้มุมมองที่กว้างขึ้นก็จริงครับ แต่ประโยชน์ใช้สอยนั้นที่เห็นได้ชัดก็น่าจะเป็นเพียงแค่ DVD หล่ะครับ หรือไม่ก็พวกใช้ตัดต่อ CAD/CAM ไปเลยซึ่งสำหรับกลุ่มหลังนั้นไม่มีทางที่จะใช้ใน notebook ครับ เพราะไม่เพียงแค่เรื่องประสิทธิภาพ.. แต่สิ่งสำคัญก็คือตัว monitor เองนี่แหละครับ .. ก็นั่นแหละครับ ดู DVD ใน notebook ผมว่าหาสาย TV-out มาต่อดีกว่าครับ แหะๆ.. ^
    ^”
    ขนาดเล็กครับ - ซึ่งก็จะเป็นรุ่นที่จอมีขนาดประมาณ 12” ลงมาหล่ะครับ โดยส่วนใหญ่ก็ 12” หล่ะครับ เพราะว่าถ้าเล็กกว่านี้จะเป็นจอขนาดไม่มาตรฐานหล่ะครับ ก็จะเป็นเหมือนจอไม่เต็มครับ หรือจะเรียกว่า widescreen ก็คงได้มั้งครับ ฮ่าๆ สิ่งที่เป็นจุดเด่นของเครื่องพวกนี้ นอกจากขนาดเล็กก็ยังแปรผันตรงกับน้ำหนักด้วยหล่ะครับ โดยมากน้ำหนักของ notebook พวกนี้ก็จะไม่เกิน 2 kg. หล่ะครับ ซึ่งผมว่าเป็นขนาดที่กำลังเหมาะสมสำหรับการใช้งานจริงๆครับ
    </ul>   สำหรับ notebook ทั้ง 2 ขนาดนั้นจริงๆก็ขึ้นกับการใช้งานด้วยหล่ะครับ แต่ผมว่าถ้าคิดจะเลือก notebook แล้วหล่ะก็ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ควรจะเลือกขนาดเล็กครับ เพราะว่าขนาดมาตรฐานนั้นจะมีน้ำหนักประมาณเกือบๆ 3 kg หรือมากกว่าขึ้นไปหน่ะครับ (ถึงบางรุ่นเค้าจะบอกว่า 2.5 kg ก็เถอะครับ แต่เอาเข้าจริงๆ ทั้ง adapter และกระเป๋ามันก็ทำให้รวมๆแล้วเราแทบจะต้องแบกบ้านเลยทีเดียวครับ) ด้วยน้ำหนักขนาดนี้ก็จะทำให้การซื้อ notebook กลายเป็นผิดจุดประสงค์… ไปใช้เป็น desktop ก็เป็นได้ครับ แต่.. สำหรับ notebook ขนาดเล็กนั้นก็ไม่ได้มีแต่ข้อดีนะครับ ข้อเสียที่ต้องแลกกับมันคือ.. บางรุ่นจะไม่มี CD-ROM แบบ internal หรือติดตั้งที่ตัวเครื่องเอง จะต้องเป็นแบบ external และก็จะทำให้กลายเป็นต้องแลกกับความยุ่งยากในการพกพาไปซะอีกหล่ะครับ รวมทั้ง port ต่างๆก็จะลดลงไปด้วยครับ อาจจะมีเพียง USB เพียงแค่ 2 port ไม่มี serial, parrarell port หล่ะครับ ^^ และการระบายความร้อนก็จะแย่ลง ซึ่งหมายความว่าตัวเครื่องอาจจะร้อนกว่าพวกเครื่องใหญ่หล่ะครับ แต่… ฮ่าๆ ไม่ได้เป็นอันตรายอะไรครับ ;p
       สำหรับขนาดที่เล็กลงนั้นก็จะต้องแลกด้วยค่าตัวของมันที่เพิ่มขึ้นพอสมควรหล่ะครับ ผมว่าก็ประมาณ หมื่นๆเศษๆหล่ะครับ ระดับราคาเริ่มต้นก็จะประมาณ 50,000฿ ครับ ก็คงต้องมาคิดๆกันดูว่า ด้วยราคาที่เพิ่มขึ้นขนาดนี้.. กับขนาดที่เล็กลง ทำให้เราพกมันสะดวกขึ้นนั้นเหมาะสมและคุ้มค่ากับสิ่งที่ได้มารึป่าวหล่ะครับ สิ่งที่ยากที่สุดก็คือตรงนี้หล่ะครับ.. ราคาที่ต่างกันพอสมควร จนอาจจะทำให้.. พาลนึกว่า เอาหน่า.. ถูกกว่า spec ยังดีกว่าเลย ก็ต้องน่าสนใจกว่าซิ ฮ่าๆ ก็ไม่ผิดที่จะคิดหล่ะครับ แต่เชื่อเถอะครับ มันคุ้มที่จะยอมเสียครับ ถ้าคิดว่าจะต้องใช้ notebook ในการทำงานเป็นประจำครับ

    Monitor
       หลังจากเลือกขนาดได้แล้ว สิ่งที่สำคัญสำหรับ notebook เรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่ผมว่าสำคัญที่สุดของ notebook หล่ะครับ แต่เราต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า LCD สำหรับ notebook นั้นมีอะไรต่างกับพวก CRT ของ Desktop หล่ะครับ สำหรับ LCD ที่ใช้ใน Notebook นั้ก็มีอยู่ 2 ประเภทหล่ะครับ ผมก็ไม่แน่ใจว่าเค้าเรียกอะไรกัน ผมเรียกมันว่าจอด้านกับจอมันแล้วกันครับ
    <ul>• จอด้าน - เป็นจอที่พบได้ทั่วไปใน notebook จะมีมานานแล้ว ถ้าใครเคยเห็น notebook มาตั้งแต่เริ่มแรก.. ผมว่าก็เกือบ 90% หล่ะครับ ที่เห็นเป็นจอแบบนี้ ข้อเสียของมันก็คือ มุมในการมองนั้นน้อยครับ กล่าวคือสีจะไม่เท่ากันหากมองต่างๆมุมกันครับ เนื่องด้วย backlight เค้าจะเป็นหลอด fluorescent เล็กๆอยู่ข้างล่าง และที่เดียวครับหล่ะครับ ซึ่งมุมที่จะให้แสงกับ LCD แล้วมาเข้าตาเราก็จะมีไม่มากครับ ดังนั้นหาจอมันไม่ค่อยตรงหน้าเรา เราก็จะเห็นมันไม่ค่อยดีนักครับ คือ แสดงจะไม่เท่ากัน แต่ backlight ที่กล่าวถึงมันก็เป็นอย่างนี้หล่ะครับ ทั้งจอสองประเภทแต่การสะท้อนของแสงมันจะต่างกันด้วยตัวกระจกของ LCD เองครับ สำหรับจอแบบด้านยังมีข้อเสียอีกข้อหล่ะครับ คือ สีที่แสดงผลของจอประเภทนี้จะ contrast ต่ำมาก… (มันก็ไม่มากเท่าไหร่ แต่ผมใช้ CRT ที่ contrast สูงๆมาก่อนหน่ะครับ เลยรู้สึกมากๆครับ) ซึ่งมีผลให้สีที่แสดงนั้นลดความสดของสีไปเยอะครับ แต่ข้อดีมากๆของมันคือ จอมันไม่สะท้อนวัตถุอื่นๆให้เห็นบนจอหล่ะครับ
    จอมัน - อันนี้คนขายเค้าบอกว่า.. ซื้อ notebook แถมกระจกหล่ะครับ ขณะปิดเครื่องอยู่จอนี่จะมันมากจนเป็นเหมือนกระจกเงาเลยหล่ะครับ สำหรับ acer เค้าเรียกว่า crystalbright หล่ะครับ แต่ยี่ห้ออื่นผมไม่ทราบหน่ะครับ ฮ่าๆ เป็นการแก้ไขจากจอด้านที่แสดงสีได้ไม่สดนัก ทำให้สีที่ได้ใกล้เคียงกับจอพวก CRT มากขึ้นหล่ะครับ ซึ่งผมว่าก็ทำได้ดีพอสมควรครับ สีที่ได้ค่อนข้างจะสดใสครับ แต่ก็ยังไม่เท่ากับ CRT สีสดๆอย่าง Philips 107P หล่ะครับ แต่..เมื่อมีข้อดี.. ถ้ามันดีจริงแบบเก่าก็ต้องหายไปหล่ะครับ แต่ยังไม่หายเพราะว่า ด้วยความที่จอมันสามารถสะท้อนแสงได้เป็นอย่างดีทำให้มุมที่มองเห็นก็ยังไม่มากนักครับ เพราะว่าหากมองมุมข้าง สีที่ได้ก็จะไม่ต่างกับมองตรงเท่าไหร่ครับ แต่กลับมีการสะท้อนวัตถุอื่นๆจากอีกมุมมาด้วยครับ ถ้ามุงกันนี่อาจจะเห็นหน้าเพื่อนได้เลยครับ ยิ่งที่ไหนมีแสงมากๆ ยิ่งกลายเป็นจะเห็นชัดมากเลยครับ เห็นหลอดไฟ หรืออย่างอื่นนะครับ ไม่ใช่หน้าจอ.. มันกลับกลายเป็นข้อเสียที่แปลกๆดีครับ อันนี้ก็คงต้องเลือกดูหล่ะครับ ว่าจะชอบแบบไหนครับ
    </ul>   สำหรับจอทั้ง 2 แบบนี่วิธีที่จะแนะนำจริงๆคือให้ไปลองดูเลยครับ แต่ดูอย่างเดียวมักจะไม่รู้สึกอะไรครับ เพราะว่าเราไม่มีอะไรเป็นตัวเปรียบเทียบ ก็เลยแนะนำให้ลองหา web อะไรก็ได้ครับ ซัก 2-3 web เอาให้สีหลากหลายหน่อยนะครับ ถ้ายิ่งเป็นโทนอ่อนๆ ก็จะดีครับ เพราะจะเห็นชัดขึ้นครับ แนะนำให้ลองเปิดกับ desktop ให้คุ้นตาก่อนครับ แล้วเมื่อไปเลือกหา notebook ก็ลองเปิดครับ จะเห็นชัดครับ ว่าความแตกต่างมันแค่ไหนครับ และเรายอมรับมันได้หรือไม่ครับ
       อีกอย่างที่ควรรู้สำหรับ LCD คือ LCD นั้นจะมี response time ต่ำกว่าพวก CRT มากอยู่ครับ นี่ก็เป็นอีกประเด็นที่ทำให้มันไม่เหมาะกับการเล่นเกมแต่อย่างใดครับ เพราะว่าการเล่นเกมโดยมากแล้วจะมีการเคลื่อนที่ของรูปตลอดเวลาครับ ดังนั้นเมื่อมี response time ต่ำจะทำให้เกิดภาพซ้อนขึ้นระหว่างการเคลื่อนที่ของรูปหน่ะครับ จะเกิดขึ้นไม่นานก็จริงครับ แต่ก็ทำให้ตาเราต้องมีการปรับ focus อยู่ตลอดเวลาเหมือนกันครับ ก็ต้องดูตรงนี้นิดนึงครับ แต่ใช่ว่าจะไม่มี LCD ดีๆนะครับ เท่าที่ผมเห็นก็จะมีพวก Apple ทั้งหลายนี่หล่ะครับ ทำจอมาดีจริงๆครับ response time ต่ำและก็มีสีสดทีเดียวหล่ะครับ อ้ออีกอย่างนะครับ refresh rate ที่ต้องการปรับสูงๆบน CRT นั้นจะไม่มีผลกับ LCD นะครับ เนื่องด้วยการทำงานที่แตกต่างกันครับและภาพที่ได้ก็ไม่ได้มีเวลาในการวาดใหม่เหมือนในระบบ CRT ครับ .. เอ..จะงงมั้ยเนี่ย คือพวกจอ CRT นั้นจะใช้การยิง electron ไปที่หน้าจอหน่ะครับ ซึ่งจะเริ่มกวาดจากจอข้างหนึ่งไปยังจออีกข้างและเมื่อเต็มจอก็จะมาเริ่มใหม่ตาม refresh rate หล่ะครับ ดังนั้งเมื่อ refresh rate สูงขึ้น ก็จะกวาดเร็วขึ้นครับ ซึ่งตามปกติแล้วควรจะปรับให้สูงกว่า 75 Hz ครับ เพราะว่าจะทำให้ตาเรามองเห็นมันเป็นภาพนิ่งครับ ดีต่อสุขภาพตาเราเองครับ แต่สำหรับ LCD นั้นจะใช้หลักการต่างไปคือจะเป็นเหมือน transistor เต็มหน้าจอครับ และจะคุมด้วยการปิด-เปิด gate ครับ ดังนั้นจะทำให้ LCD ไม่มีปัญหาการกระพริบหล่ะครับ ^
    ^
       อีกอย่างที่เรียกว่าน่าสนใจแต่ไม่ค่อยมีใครสนใจหล่ะครับ คือ LCD นั้นจะมี resolution ที่เป็นแบบ fix นะครับ ไม่เหมือน CRT ที่จะปรับได้ครับ .. ถ้าใครจะเถียงว่าก็ปรับ resolution ได้นี่นา ก็ถูกหล่ะครับ แต่ปรับได้แค่ software หล่ะครับ สำหรับ hardware มัน fix ครับ ลองสังเกตกันง่ายๆครับ จอขนาด 12” ปกติจะมี resolution อยู่ที่ 1024px768px เป็นมาตรฐานอยู่แล้วหน่ะครับ ถ้าเราปรับเป็น 800px600px .. เราจะเห็นมันไม่เต็มจอหล่ะครับ แต่ถ้าหากเต็มจอ font หรือรูปก็จะไม่ชัดครับ ที่ไม่ชัดนั้นคือว่า เป็นการทำงานของ software ครับ โดยจะเป็นการปรับจาก 1 pixel ของยนาดที่เราปรับเป็น อาจจะ 1.5 pixel ของ LCD ครับ นั่นก็เลยเป็นผลให้ภาพที่ได้ไม่คมชัดครับ เหมือนกับการ zoom รูปหน่ะครับ เป็น function ที่น่าจะมีกับทุกเครื่องครับ เปิด/ปิดได้ใน BIOS หล่ะครับ น่าจะประมาณ “video compensation” นะครับ ยังไงมันก็ไม่ชัดหรอกครับ อย่างที่บอกไปข้างต้นครับ สำหรับพวก notebook ขนาดเล็กนั้นจอก็ประมาณ 12” ยังไงก็ควรลองเปลี่ยนป็น 1024px768px ดูครับ ถ้าเปลี่ยนแล้วเกินจอ.. ก็เปลี่ยนรุ่นเถอะครับ ส่วนพวก notebook มาตรฐานที่จอประมาณ 14” 15” ก็จะมีทั้งแบบ 1024px768px และมากกว่าหล่ะครับ ยิ่งจอมี resolution สูงขึ้นก็จะละเอียดขึ้นหล่ะครับ เพราะขนาด pixel จะเล็กลงด้วยหน่ะครับ ทำให้เราสามารถปรับเป็น resolution ต่ำลงได้โดยที่ภาพยังคงความคมได้มากกว่าครับ ซึ่ง spec ตรงนี้ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีใครเค้าบอกกันหล่ะครับ เหอๆ ก็คนส่วนใหญ่ไม่สนหน่ะครับ ทั้งที่สำคัญทีเดียวครับ
       เหอๆ อีกเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญมากๆ ตอนซื้อ.. คือ bad pixel ซึ่งก็คือ transistor ที่ทำงานผิดพลาดนั้นเองครับ .. เพราะว่าเมืองไทยเรา..มักจะห่วยเรื่องบริการอยู่แล้วครับ ก่อนซื้อเราเป็นนาย แต่ซื้อไปแล้วเราก็แค่เคยเป็นนายหล่ะครับ ฮ่าๆ ตรวจสอบให้ดีนะครับ … ถ้าจะให้ดีก่อนออกจากร้านดูอีกซักรอบครับ.. ดูแล้วดูอีกเถอะครับ.. แล้วจะไม่เสียใจครับ จริงๆ วิธีง่ายๆก็คือ เปลี่ยนเอา wallpaper ออกแล้วเปลี่ยนสี desktop เป็นขาวและดำครับ.. ลองดูให้ทั่วๆครับ ลอง restart เครื่องใหม่ก็ได้ครับ เพราะว่าขณะ restart จอก็มักจะดำอยู่แล้ว ก็จะสังเกตได้ง่ายพอสมควรครับ
       สุดท้ายก่อนซื้อ แนะนำให้เปิดเทียบกันหลายๆเครื่องเลยครับ.. ถ้าเทียบกับ CRT หรือที่คุ้นเคยได้ยิ่งดีครับ เพราะสีของ LCD แต่ละยี่ห้อมันจะแตกต่างกันไปครับ บางตัวสีขาวอาจจะไม่ขาวจริงๆครับ คืออาจจะอมเหลือง หรืออมฟ้าหน่ะครับ เพราะแต่ละตัว Color Temp. มันไม่เท่ากันหน่ะครับ มันปรับไม่ได้นะครับ ไม่เหมือนกับ CRT ที่มันปรับได้ครับ เลยไม่ค่อยมีปัญหาน่ารำคาญใจเท่าไหร่ครับ ;p

    Spec
       สำหรับเรื่อง spec หลายๆคนอาจจะให้ความสำคัญกับมันมากนะครับ แต่ในมุมมองผมกลับมองต่างออกไปครับ ผมกลับคิดว่า spec กับ notebook นั้นเป็นสิ่งที่สามารถแยกความแตกต่างยากมากครับ กล่าวคือ การทำงานของ CPU ใน notebook นั้นต่างกับใน desktop อยู่พอสมควรนะครับ ยกตัวอย่างเป็นฝั่ง Intel ก่อนละกันครับ การทำงานของ Pentium M ที่ทำงานที่ความถี่ 1.4GHz นั้น ก็ไม่ได้ทำงานที่ความถี่นี้ตลอดหล่ะครับ จะปรับเปลี่ยนไปตามพลังงานที่ใช้ครับ คือ ในกรณีปกติแล้วถ้าเสียบปลั๊กไปเล่นไป การทำงานของ CPU ก็จะอยู่ที่ 1.4 GHz ตลอดหล่ะครับ แต่หากออกนอกสถานที่ใช้งาน การทำงานของ CPU นั้นก็จะปรับเปลี่ยนไปเป็นระดับอื่นครับ ซึ่งอาจจะอยู่ที่ประมาณเพียง 600MHz ด้วยซ้ำไปหล่ะครับ การทำงานอย่างนี้สำหรับ Intel จะเรียกว่า SpeedStep Technology หล่ะครับ ตัว Technology นี้จะเป็นการปรับความถี่ของ CPU ให้สอดคล้องกับพลังงานหล่ะครับ เรียกว่าแทบจะเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับ notebook เลยหล่ะครับ การทำงานของ speedstep นั้นจะเป็นการปรับตัวคูณของ CPU ให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นตาม Power Management Profile หรือการใช้งานในช่วงขณะนั้นหล่ะครับ ส่วนอีกฝั่งคือ AMD ก็จะเรียก Technology นี้ว่า PowerNow! หล่ะครับ ซึ่งความแตกต่างของทั้ง AMD และ Intel ต่างกันตรงที่ว่า PowerNow นั้นเป็นการปรับแบบ fully automatic เลยหล่ะครับ แม้จะเป็น external power แต่การทำงานของ CPU ยังปรับตามใช้งานจริงตลอดครับ ซึ่งการทำงานแบบนี้มันมีทั้งดีและไม่ดีหล่ะครับ สำหรับข้อดีก็คือจะเร็วแต่ก็ยังประหยัดแม้ระดับพลังงานจะมีแค่ไหนก็ตามครับ แต่ในทางกลับกันในเรื่องของการประหยัดพลังงานก็จะด้อยกว่า Speedstep ของ intel ครับ เนื่องด้วย speedstep พี่แกใช้การตั้งเป็น profile ครับ ซึ่งแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงความถี่อยู่ก็เถอะครับ แต่ก็จะอิงความถี่ต่ำเพื่อประหยัดพลังงานมากกว่าครับ ทำให้มันก็ช้ากว่าแต่ก็อึดกว่าครับ ดังนั้น CPU ที่ต่างรุ่นกันก็จะเห็นความแตกต่างในเรื่องความเร็วน้อยหล่ะครับ เลยไม่น่าจะเอามาเป็นประเด็นหลักในการเลือกครับ ..

    note: แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม
       - AMD PowerNow!

       แต่สิ่งที่สำคัญกลับเป็นชนิดของ CPU ครับ ไม่ใช่ความถี่.. เพราะว่าสถาปัตยกรรมที่แตกต่างกันระหว่าง notebook และ desktop โดยเฉพาะเรื่องพลังงานจะต่างกันมากๆครับ แต่ก็ยังมีที่จะใช้ CPU ที่ก้ำกึ่งระหว่าง Desktop กับ notebook มาใช้กับ notebook หล่ะครับ ซึ่งการทำเช่นนี้ก็ตามปกติครับ มีทั้งดีและเสีย ดีก็คือเร็วจริงๆครับ แต่เสียก็คือมันกินจุครับ ไม่ค่อยมี technology เรื่องอดอาหารหล่ะครับ สำหรับ Intel ถ้าจะสังเกตง่ายๆก็คือ ดูที่ตรา Centrin• หรือ Sonoma หล่ะครับ เพราะว่าตามมาตรฐานของ Centrin• จะเป็น Pentium M ซึ่งก็ย่อมาจาก Mobile หล่ะครับ ซึ่งเน้นเรื่องการประหยัดพลังงาน และก็ต้องมี Wireless LAN ด้วยหล่ะครับ ส่วน Sonoma นั้นก็เป็นรุ่นต่อมาหล่ะครับ ซึ่งจะต่างกันที่ CPU รุ่นใหม่ขึ้น L2 cache มากขึ้นและก็เปลี่ยน chipset หล่ะครับ ในส่วนของ AMD นั้นก็ดูไม่ยากครับ คือจะเป็นชื่อรุ่นเดียวกันหล่ะครับ เพียงแค่มี Mobile มาตามหลังให้รู้ครับ ว่านี่ออกแบบมาเพื่อ notebook นะ ซึ่งสำหรับทางเลือกในตอนนี้แล้ว AMD ดูจะมีภาษีดีกว่าหล่ะครับ คือ เข็นตัว 64-bit มาลง notebok ในนาม AMD Turion 64 Mobile Technology ซึ่งมีประสิทธิภาพยากที่จะสู้ได้หล่ะครับ แม้ว่าจะเป็น 64-bit ที่ยังไม่ได้ใช้ 64-bit จริงๆ แต่ดันทำหน้าที่ 32-bit ดีกว่า CPU 32-bit จริงๆด้วยซ้ำหล่ะครับ แต่สิ่งสำคัญก็คือ อย่าลืม update driver PowerNow ด้วยหล่ะครับ … เพราะว่า Intel เค้าคงมีกำลังภายในใน Microsoft มากกว่าหล่ะครับ หุหุ เลยทำให้ compatible ได้โดยไม่ต้องการอะไรเพิ่ม อิอิ

    note: PowerNow! สำหรับ winXP มีปัญหาโดยต้องการ update driver หรือ update เป็น service pack 2 นะครับ ตาม link นี้ครับ

       สิ่งต่อมาที่เรียกว่าค่อนข้างน่าสนใจหล่ะครับ คือ RAM สำหรับทุกวันนี้ผมว่าอย่างน้อยก็ควรจะเป็น 512 MB หล่ะครับ ซึ่งจะเป็น DDR หรือ DDR2 ก็คงต้องขึ้นกับ spec ของแต่ละเครื่องหล่ะครับ เอาเป็นว่าเน้นที่ RAM มากไว้ก็ดีกว่าหล่ะครับ งานนี้ เพราะว่าส่วนใหญ่แล้ว Video Card ของ Notebook มักจะ share memory จาก main memory อยู่แล้วด้วยหน่ะครับ ส่วนจะเป็นการ์ดจอยี่ห้ออะไร.. ของใคร มันก็มีแค่ Intel, ATi, nVidia หล่ะครับ เท่าที่ผมเห็นอันนี้ผมว่ามันก็แปรตามราคาหล่ะครับเลยไม่รู้ว่าจะเอามาเป็นประเด็นหลักทำไมครับ เพราะถึงจะเป็น Intel … เทียบกับ ATi รุ่นใหญ่ๆ แต่ถ้ามาใช้งาน word ตบแต่งรูปเล็กๆน้อยๆ ก็มองแทบไม่เห็นหล่ะครับ เพิ่ม RAM ไปเลยยังจะเห็นมากกว่าครับ จุดนี้
       ส่วน Harddisk ของ notebook ปัจจุบันเท่าที่ทราบจะไม่มีรุ่น 7200rpm แล้วนะครับ คงเพราะร้อนไปหล่ะครับ ก็เลยกลายเป็นเพียงแค่ความจุเท่านั้นที่เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาตามความเหมาะสมครับ ส่วนจะเป็น CD-DVD จะเป็น reader หรือ writer ก็คงขึ้นกับแค่ความต้องการใช้งานหล่ะครับ
       ในเรื่องของ spec กับ notebook ราคากลางๆนั้นจริงๆแล้วก็คงมีให้เลือกไม่มากด้วยหล่ะครับ เว้นแต่จะเลือกเป็น notebook ขนาดมาตรฐานก็คงจะมี spec ให้เลือกกันพอสมควรตามแต่ยี่ห้อ รุ่นในช่วงนั้นๆหล่ะครับ แหะๆ ก็ยังยืนยันเหมือนเดิมจริงๆครับ ว่ามันไม่ใช่ประเด็นหลักจริงๆครับ สำหรับ Spec ของ Notebook เพราะความแตกต่างน้อยจริงๆครับ ก็คงเพียงแค่เพิ่ม RAM ให้เป็น 512 MB เป็นอย่างน้อยก็ ok แล้วหล่ะครับ ^^

    Design & Material
       ฮ่าๆ เอาหล่ะครับ มาถึงที่อยากจะเขียนจริงๆแล้วหล่ะครับ คราวนี้จะเน้นความรู้สึกจริงๆแล้วหล่ะครับ หลังจากที่จะดูวิชาการไปหน่อย แหะๆ คราวนี้จะมาเป็นการเทียบกันจริงๆแล้วหล่ะครับ สำหรับ notebook แล้วเท่าที่สัมผัสมาเรียกว่าเกือบทุกยี่ห้อหล่ะครับงานนี้ ดูแล้วเหมือนกันไม่มีผิดหล่ะครับ เพราะวัสดุที่ใช้ก็พลาสติกธรรมดาไม่หนาไม่บางหล่ะครับ ส่วนล่างก็จะหนากว่าพอสมควรหล่ะครับ แต่ส่วนที่เป็น LCD นั้นใช้พลาสติกบางๆ จริงๆหล่ะครับ เรียกว่าแค่ให้มันพอมีอะไรปิด LCD ไม่ให้มันกระทบกระเทือนมากๆเท่านั้นจริงๆหล่ะครับ เท่าที่เห็นก็เป็นอย่างนี้ทุกยี่ห้อนะครับ.. เว้นแต่.. IBM หล่ะครับ ด้วย design ที่ไม่แตกต่างกันเลยทั้งรุ่นใหญ่ รุ่นเล็ก แถมวัสดุก็ไม่ต่างกันจริงๆครับ เพียงแค่จับก็รู้สึกถึงความแน่นของมันจริงๆครับ ไม่ว่าจะส่วน Keyboard หรือ Mainboard หรือส่วน LCD ก็ยังทำได้แข็งแรงดีมากๆเลยครับ ลองมาดูกันชัดๆเลยครับ

       
       จากรูปด้านซ้ายซึ่งเป็น Fujitsu นะครับมาเทียบกับ IBM ด้านขวาจะสังเกตเห็นชัดเจนจริงๆครับ แค่การออกแบบก็แทบจะต่างกันโดยสิ้นเชิงแล้วครับ ทาง Fujitsu จริงๆ ก็เป็นตัวแทนของ notebook ทั่วไปหล่ะครับ ผมว่าก็เป็นอย่างนี้กันส่วนใหญ่อยู่แล้วครับ การออกแบบแบบนี้เป็นการออกแบบเพื่อความสวยงาม ต้องการทำให้ดูเหมือนมันบางลงหน่ะครับ ต่างกับทาง IBM จริงๆครับที่ออกแบบมาได้แบบว่าบึกบึนเป็นสันเพิ่มขึ้นมาทั้งแข็งแรงขึ้นและจะสังเกตได้ว่าทำลึกพอสมควรครับ ทำให้เวลาเปิดนั้น โอกาสที่นิ้วจะไปโดนหน้าจอน้อยมากครับ รวมทั้งยังแข็งแรงจริงๆครับ
       อีกส่วนที่ยังแสดงให้เห็นว่า IBM นั้นทำ notebook ได้เพื่อความคงทน แข็งแรงจริงๆหน่ะครับ นั่นก็คือ ส่วนที่น่าจะเป็นส่วนที่เปราะบางที่สุดครับ คือ ข้อพับระหว่างจอกับเครื่องนั้นเองครับ ลองมาดูกันครับ ว่าเป็นอย่างไร
         
       นี่แหละครับ ที่เอาให้ดูเกือบทุกยี่ห้อก็เหมือนๆกันหล่ะครับ เหลือก็แต่ IBM จริงๆครับ ดูความแข็งแรงของมันได้ครับ เพียงแค่รูปก็บอกได้ทุกอย่างจริงๆครับ งานนี้ ^
    ^

    :: Keyboard ::
        ที่เอาเรื่องนี้มาด้วยก็เพราะว่าผมเป็นคนนึงที่ใช้ keyboard มากกว่า mouse หล่ะครับ ไม่จับ mouse ก็จะไม่ จะพยายามใช้ keyboard shortcut มากกว่าหน่ะครับ ทำให้ตำแหน่งของปุ่มต่างๆนั้นมีความสำคัญอย่างมากเพราะอย่างน้อยความคุ้นเคยมันสำคัญ ทำให้ไม่กดพลาด และเร็วครับ ด้วยความที่ keyboard นั้นมีแบบและขนาดมาตรฐานอยู่แล้วแต่ขนาดมาตรฐานนั้นไม่มีทางที่จะลงใน notebook ได้หล่ะครับดังนั้นแต่ละยี่ห้อก็จะวางตำแหน่งต่างๆกันไปหล่ะครับ รวมไปถึง mouse ที่ยังต้องรวมให้เรียบร้อยซะด้วยซิ จะวางยังไงหล่ะครับ เนี่ย~ ค่อยๆมาดูกันครับ แต่ประเด็นสำคัญ มันมีไม่กี่ปุ่มหรอกครับ เพราะพวกตัวอักษรก็ต้องวางตำแหน่งเหมือนๆกันให้เป็นมาตรฐานเวลาพิมสัมผัสอยู่แล้วครับ ^^
         
    <ul>• พวกสีฟ้า จะเป็น พวก F1-F12 และพวก Print Scrn-Pause และ Insert-PageDown หล่ะครับ
    • พวกสีเขียว จะเป็นปุ่ม Fn ครับ
    • ส่วนสีเหลือง จะเป็นปุ่ม windows ครับ
    </ul>   ที่ผมแบ่งกลุ่มอย่างนี้เพราะแบ่งกลุ่มตามบน keyboard จริงนะครับ คือกลุ่มแรกนั้นจะเป็นพวกกลุ่มที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มแป้นพิมตัวอักษรแต่จะแยกออกไป ตาม sense ปกติยังไงมันก็ต้องอยู่ด้านบนหรือข้างๆอยู่แล้ว ทำให้ มือเราไปแบบอัตโนมัติแน่ๆครับ ดังนั้นกลุ่มนี้ การออกแบบของ IBM นี่แทบจะทำให้ไม่รู้สึกแตกต่างกับ keyboard มาตรฐานเลยครับ ออกแบบมาได้ดีมากหล่ะครับ การวางไม่เหมือนชาวบ้านชาวช่องเค้าเลยครับ ส่วน Fujitsu นั้นก็รองลงมาครับ เพราะปุ่มโดยมากก็จะอยูด้านบนมีเพียงพวก Home End PageUp PageDown ที่จะอยู่ด้านล่างโดยการใช้คู่กับ Fn ครับ เอาเป็นว่าไม่ดีนักแต่ก็พอหยวนๆหล่ะครับ แต่สำหรับ Acer รุ่นนี้ ฮืมๆ ผิดพลาดอย่างมากจริงๆครับ ที่เอา Ins Del มาไว้ด้านล่างครับ เพราะว่าเป็น 2 ปุ่มที่ใช้มากที่สุดใน 6 ปุ่มที่ติดกันหล่ะครับ เหอๆ แต่เท่าที่ไปดูๆเครื่องรุ่นใหม่ก็เปลี่ยนตำแหน่งไปด้านบนกันหมดนะครับ เท่าทีเห็นแต่ก็ยังไม่มียี่ห้อไหนทำได้ดีเท่า IBM จริงๆครับ เรื่องกลุ่มปุ่มพวกนี้ครับ
     
       ส่วนกลุ่มต่อมานั้น.. เป็นกับคนอื่นมั้ยไม่ทราบนะครับ แต่ผมไม่ชอบใช้ Fn มาอยู่ตรงมุมอย่าง IBM และ Fujitsu เลยหล่ะครับ น่าจะทำแบบ Acer มากกว่าเพราะ Ctrl เป็นปุ่มที่ใช้กับ shortcut ค่อนข้างมากหน่ะครับ และผมก็ชินกับที่มันอยู่ตรงมุมจริงๆครับ ^
    ^”
       ส่วนกลุ่มสุดท้ายคือ กลุ่มที่เรียกว่า.. Designed for Microsoft Windows หล่ะครับ 555 มันเป็นปุ่มที่ได้ใช้จริงๆครับ ก็ยังไงเราๆก็ยังติดกับ Microsoft ฮ่าๆ ปัญหาคือ IBM ก็ไม่มี..เพราะพี่แกไม่สนใจ Microsoft ครับ ทำให้ชีวิตลำบากขึ้นพอสมควรครับ แหะๆ แต่ Acer ก็แบบว่า ไปวางปุ่ม properties ไว้ซะ..แบบว่าเอาออกดีกว่ามั้งครับ แหะๆ ไม่ไหวๆครับ .. แต่ไม่ใช่ว่า Fujitsu ดีที่สุดครับ จุดที่ผมจะติจริงๆคือ Shift ด้านขวาครับ ด้วยภาษาไทยเป็นภาษาที่จำเป็นต้องใช้ Shift มากหน่ะครับ ปุ่มตรงนี้มันเล็กไปจริงๆครับ น่าจะทำแบบ IBM ไปเลยจริงๆครับ เพราะผมกดพลาดประจำเลยหล่ะครับ ซึ่งจริงๆแล้วถ้าจะมองกันในมุมมองฝรั่งก็น่าจะพอทนหล่ะครับ เพราะยังมีอีกปุ่มตรงฝั่งซ้าย แต่ว่าฝรั่งเค้าไม่ค่อยมีความจำเป็นต้องกดเหมือนเรานี่ครับ อันนี้เลยต้องบ่นนิดนึงครับ ^^”
       ส่วนเรื่องความรู้สึกในการใช้งานก็เหมือนกับว่าซื้อ keyboard 100฿ กับ Logitech 400฿ มาใช้ถ้าใครไม่รู้สึกต่างกันก็คงจะไม่เข้าใจมั้งครับ แหะๆ ความนิ่มของปุ่มที่กดผมยกให้ IBM จริงๆครับ ผมว่าเค้าทำดีครับ คงเพราะอีกเรื่องคือ IBM เค้าทำปุ่มค่อนข้างนูนครับ ต่างกับ Keyboard notebook ทั่วไปครับ ที่ออกจะแบนราบมากกว่าครับ คงเพราะอานิสงค์ของจอที่ทำเป็นหลุมลึกลงไปด้วยหล่ะครับ เลยทำให้ keyboard นูนขึ้นได้อีกซักหน่อยเลยทำให้รู้สึกดีเวลาพิมมากกว่า keyboard ตัวอื่นหล่ะครับ แหะๆ ลองมาดูรูปให้พอเห็นภาพครับ
       

    :: LED/LCD Status ::
       ด้วยความแตกต่างในการออกแบบของแต่ละยี่ห้อ ทำให้มันมีทั้งด้านดีและก็ไม่ดีหล่ะครับเรามาดูกันก่อนครับ ค่อยว่ากัน
           
       นี่แหละครับ เรามาวิเคราะห์กันดูครับ ว่าเค้าออกแบบมานี่.. ได้สนใจอะไรบ้างรึป่าวครับ?? ฮ๋า สำหรับ Acer การที่ใช้ LED แบบนี้เป็นตัวแสดงสถานะมันก็ดีจริงครับ.. แต่.. ทั้งสองตำแหน่งนี้จะอยู่ในแนวเดียวกันด้วยซ้ำครับ คือบนเครื่องเลยครับ และด้วยการทำอย่างนี้ทำให้แสงจาก LED สว่างไปครับ สว่างไปจริงๆครับ มันจะแยงตาครับ เพราะมันจะส่องขึ้นบนครับ อาจจะคิดว่าคิดไปเองรึป่าว แต่ไม่รู้ซิครับ ผมค่อนข้างรู้สึกอะไรแปลกๆอย่างนี้หล่ะครับ แถมการวางของทั้งสองที่นั้นไม่ได้มีประโยชน์เลยครับ เพราะว่าเมื่อปิดเครื่องก็แทบไม่เห็นอยู่ดีครับ แหะๆ เอามันวางที่เดียวกันไปเลยซะดีกว่าครับ และการวางแบบนี้ เวลาแสงน้อยก็มองไม่เห็นอยู่ดีครับ ว่ามันคือสถานะอะไร เรียกได้ว่าธรรมดา ไม่มีแบบพิถีพิถันเลยหล่ะครับ เหอๆๆ
       มาดูกันในส่วนของ Fujitsu อันนี้มาแปลกครับ ใช้ LCD แทนเป็นรูปสวยงามครับ.. ดีหน่ะดีที่เห็นชัดเจนครับ เข้าใจง่าย สวยกว่า LED เฉยๆแน่อยู่แล้วครับ .. ซึ่งก็แน่ที่จะไม่มีปัญหาเรื่องแสงแยงตาจาก LCD หล่ะครับ เพราะมันไม่มีแสง.. แต่ก็เพราะด้วยความที่มันออกแบบได้อยู่ลึกว่า body มันพอสมควรหล่ะครับ เลยทำให้มันดูยากขึ้นนิดนึง .. สิ่งสกปรกเข้าไปได้ง่าย แต่เอาออกยากครับ และก็ยังมองไม่เห็นเมื่อมีแสงน้อยอีกต่างหากครับ เรียกได้ว่าถ้ามี backlight ด้วยจะเรียกได้ว่าสมบูรณ์หล่ะครับ
       คราวนี้มาส่วน IBM ครับ ที่ต้องวางไว้ 2 รูปเลยเพราะว่ามันอยู่คนละทีกันเลยครับ คือ.. เราจะเห็นมันได้แค่ทีละรูปจริงๆครับ 55 รูปแรกคือตอนเปิดเครื่อง.. อิอิ รูปสองคือตอนปิดเครื่องครับ ถึงแม้จะใช้ LED ในการแสดงก็เถอะครับ แต่จะมี mask มาปิดเพื่อให้แสดงได้เป็นรูป ชัดเจนในการสื่อความหมายขึ้นครับ เรื่องนี้เรียกว่าทำได้ดีครับ และมากไปกว่านั้นการวางตำแหน่งของ IBM เค้าดีจริงๆครับ คือวางไว้ที่ระนาบเดียวกับจอ ทำให้แสงที่ส่องจาก LED นั้นจะอยู่ในค่อนข้างราบ นั่นก็แน่นอนว่าไม่มีทางมาแยงตาเราหล่ะครับ แต่ก็ยังมองได้ชัดเจนครับ อีกส่วนคือแม้ปิดเครื่องแล้วก็ยังมี status บอกเราอีกต่างหากครับ ว่า standby mode อยู่นะ หรือบอกได้ครับ ว่า charge เต็มรึยัง เรียกว่าให้เต็มๆครับ IBM ทำดีจริงๆครับ

    ปล. LED นั้นจะสองแสงเป็นเหมือน beam ครับ มันจะสว่างสุดๆแค่มุมเดียวหน่ะครับ คิดเอาว่าเป็นอารมณ์เหมือน laser เพียงแค่มันไม่สว่างเท่าและมีการกระจายตัวมากกว่า laser เยอะหน่ะครับ ลองดูไฟจราจรแบบใหม่แล้วจะเข้าใจครับ คือถ้ามองมันตรงๆนี่จะแสบตามากๆครับ แต่ด้วยความที่มันส่องแสงเป็น beam มันเลยไปได้ไกลกว่า ทำให้เห็นได้ชัดกว่า แถมประหยัดไฟกว่าแบบหลอดเยอะครับ เค้าถึงเอามาทำเป็นไฟเขียว-ไฟแดง ฮ่าๆ นอกเรื่องเลยเรา~ แต่มันก็เป็นประเด็นนึงที่ก็น่าสนใจครับ ในการออกแบบ

    :: build-in Mouse ::
       ที่เป็น topic คงเป็นแค่ mouse ของ IBM หล่ะครับที่หลายๆคนไม่ชอบกันครับ เป็นแบบที่เรียกว่าน่าจะไม่มีใครใช้แล้วมั้งครับ ส่วน IBM นั้นก็จะใช้ในทุก series ครับ เหลือเพียงแค่ R-series หล่ะครับ ที่ใช้ mouse แบบคนอื่นเค้าหน่ะครับ แบบนี้เป็นแบบที่เรียกว่าใช้แล้วเมื่อยที่สุดจริงๆครับ เพราะต้องกดด้วยนิ้วเดียวหล่ะครับ ไม่ค่อยจะได้ผ่อนคลายเลยครับ แต่ในทางกลับกันปุ่ม mouse ของ IBM ผมว่ามันนิ่มๆจริงๆครับ แหะๆ เอาพวก keyboard กับปุ่ม IBM ไปใส่ยี่ห้ออื่นได้มั้ยเนี่ย~~
       
       ด้วยการออกแบบที่ไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงเลยครับ ทำให้ mouse ของ IBM ก็ยังเหมือนเดิมก็ยังเป็นส่วนนึงที่ทำให้คนไม่ชอบอยู่เหมือนเดิมครับ 55 เอาเป็นว่ามันเป็นข้อเสียสุดๆจริงๆครับ แต่มันก็ชดเชยด้วยการแถม mouse สวยๆ ให้มาใช้แทนหล่ะครับ
       ผมว่าสำหรับ USB mouse ของ IBM ตัวนี้ใครเห็นก็อยากได้หล่ะครับ ฮ๋าๆ ;p มาดู build-in mouse ของยี่ห้ออื่นกันครับ ว่ามันมีประโยชน์ยังไง ทำไมถึงดีกว่าหล่ะ?
     
       mouse แบบนี้ไม่เพียงแต่จะใช้สบายกว่าของ IBM แต่ก็ยังมีลูกเล่นที่ทำให้ใช้งานสะดวกขึ้นอีกหลายอย่างหล่ะครับ เลยเป็นที่นิยมครับ ด้วยความที่มีพื้นที่ไม่มากในการสัมผัสเลยทำให้เหมือนจะมีข้อจำกัดในการเลื่อน cursor หล่ะครับ แต่จริงๆแล้วระยะของ cursor ที่เคลื่อนที่ยังสัมพันธ์กับความเร็วที่เราสัมผัสด้วยครับ ลองดูง่ายๆครับ วาง cursor ตำแหน่งหนึ่ง แล้วลากนิ้วด้วยความเร็วปกติจากมุมนึงถึงอีกมุมนึงครับ ทดสอบอีกครั้งโดยการลากนิ้วเร็วๆครับ จะเห็นได้ว่าระยะทางของ cursor ต่างกันพอสมควรหล่ะครับเรียกว่าสามารถควบคุมได้ทั้งจอหล่ะครับ โดยที่ไม่ต้องยกนิ้ว เพียงแค่ต้องใช้ให้มันคุ้นเคยซักหน่อยครับ ส่วนการ double-click ก็สามารถเคาะๆนิ้วได้เลยครับ ไม่ต้องกดปุ่มเลย ซึ่งทำให้ mouse แบบนี้แม้จะสะดวกสู้แบบ external ไม่ได้แต่ก็พยายามอำนวยความสะดวกได้ระดับนึงหล่ะครับ ^
    ^
     
       นั่นแหละครับ ก็ยังไม่หมดครับ ยังมีลูกเล่นอีก ซึ่งถ้าเป็น ibook ก็จะสามารถ scroll ทั้งทุกทิศทางเลยหล่ะครับ และสำหรับบางยี่ห้อก็จะมีความสามารถเพิ่มเติมเมื่อลง driver อีกเช่นกดที่มุมๆจะเป็นการปิดหรือ minimize window นั้นๆ อีกด้วยครับ ^^ เรียกว่าลูกเล่นเหนือกว่ามากครับ แถมยังเมื่อยไม่มากเท่าของ IBM หล่ะครับ

    การใช้งานจริง
       เท่าที่ลองใช้ทั้ง Intel และ AMD นะครับ ผมว่า AMD ทำดีกว่าครับ ในเรื่องความเร็วหล่ะครับ คงเป็นเพราะ PowerNow! หล่ะครับ ที่ผมว่าทำได้ดีกว่า SpeedStep ของ Intel หล่ะครับ เปิดโปรแกรมไม่มีอึดอาดให้เห็นหล่ะครับ ต่างกับ SpeedStep ของ Intel ถ้าปรับ PowerScheme เป็น Portable/Labtop และไม่ได้เสียบปลั๊กนะครับ เรียกว่า เปิด photoshop กันแบบรอนานกว่า AMD เห็นๆหล่ะครับ ผมใช้เครื่องรุ่นใกล้ๆกันนะครับ ทำงานที่ความถี่ 1.4-1.5 GHz ทั้งสองรุ่นหล่ะครับ แต่ปัญหาก็คือ PowerNow! คงจะเน้นประสิทธิภาพมากกว่าหล่ะครับ ทำให้ระยะเวลาในการใช้งานก็จะน้อยกว่าเครื่องพวก Intel พอสมควรหล่ะครับ ก็คงต้องชั่งใจเอาหล่ะครับว่าจะเลือกแบบไหนครับ .. ถ้าให้ผมเลือกผมก็เลือกไม่ถูกหล่ะครับ .. คงดูเรื่องอื่นมากกว่าหล่ะครับ ฮ่าๆๆ.. แต่ที่เห็นชัดๆในเรื่อง notebook นั้นคือ RAM ครับ ถ้าจะใช้ XP นี่ยังไงอย่างต่ำก็ต้อง 512 MB จริงๆครับ ไม่งั้นจะทำให้ช้าหล่ะครับ ในความรู้สึกผม… ส่วนการตั้งค่าแนะนำให้ปิดพวก function ความสวยงามให้หมดและก็ตั้ง color quality ไว้ที่ 16bit ก็พอครับ เพราะว่ามากกว่านี้มันสวยขึ้นก็จริงครับ แต่ว่าสำหรับ LCD นั้นมันเห็นไม่ชัดเจนครับ ผมว่าแค่ 16bit ก็พอครับ แถมยังทำให้ไม่ต้องไปหนักด้านการแสดงผลมากมายด้วยครับ ^
    ^”

       :: Heat ::
        อันนี้เป็นสิ่งสำคัญครับ ของ Notebook เพราะเมื่อ CPU เร็วขึ้น Harddisk เร็วขึ้น CD-ROM drive เร็วขึ้น มันก็แน่หล่ะครับ ที่ความเร็วทั้งหลาย มันก็มาพร้อมกับความร้อนที่เพิ่มขึ้นด้วยหล่ะครับ ที่จะเห็นได้ชัดคือการหายไปของ Harddisk 7200rpm ของ notebook หล่ะครับ ด้วยความที่มันทำให้เกิดความร้อนมากหน่ะครับ ถึงแม้จะเร็วขึ้นมากก็จริงแต่ก็ได้ไม่คุ้มเสียหล่ะครับ งานนี้ ซึ่งถ้าเป็น desktop ธรรมดามันก็แน่ครับ ว่าเรื่องความร้อนไม่ใช่ปัญหาหล่ะครับ เพราะด้วยขนาดของ case ที่ใหญ่โตพอจะถ่ายเทความร้อนได้หน่ะครับ แต่ notebook นั้นไม่ได้มีที่มากมาย ยังโชคดีที่ในปัจจุบันมีเทคโนโลยี heatpipe เข้ามาช่วยก็ทำให้มันถ่ายเทความร้อนได้ดีขึ้นหล่ะครับ รวมทั้ง CPU ที่มีเทคโนโลยีประหยัดพลังงานมากขึ้น transistor ก็เล็กลงเรื่อยๆ ก็เลยสามารถทำให้ notebook เล็กลงได้โดยที่ยังสามารถถ่ายเทความร้อนได้ทันหน่ะครับ ซึ่งในกรณีที่ notebook มีขนาดใหญ่พอสมควรก็จะทำให้ถ่ายเทได้สะดวกขึ้นหล่ะครับ ใส่พัดลมตัวนึงก็ ok หล่ะครับ ทำให้เราแทบไม่รู้สึกถึงความร้อนที่เกิดขึ้น หรือรู้สึกก็เพียงนิดเดียวหล่ะครับ แต่สำหรับ notebook ขนาดเล็กสิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับด้วยก็คือ ความร้อนที่เกิดนั้นไม่สามารถจะระบายออกได้หมด จึงทำให้เป็นเหมือนว่าใช้ case เป็น sink แทนไปด้วยจะด้วยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็เถอะครับ ถึงมันจะไม่ได้มีข้อเสียอะไร เพียงแค่รู้สึกว่าร้อน แต่ความจริงแล้วก็มีผลกับอายุการใช้งานด้วยหล่ะครับ ^^ ที่จะบอกก็เพียงแค่จะบอกถึงทุกมุมมองที่รู้สึกได้ในความแตกต่างของ notebook แต่ละขนาดหล่ะครับ

       :: Extra button ::
       ด้วยการออกแบบที่ไม่เหมือนกันของแต่ละยี่ห้อครับ ทำให้ความสะดวกก็ต่างกันด้วยครับลองมาดูบางยี่ห้อครับว่ามีอะไรทำให้ชีวิตง่ายขึ้นบ้างครับ

       IBM
     
       มาดูกันที่ IBM ก่อนเลยครับ สำหรับ IBM นี้จะไม่ค่อยมีปุ่มพิเศษหล่ะครับ มีเพียงตามรูปหล่ะครับ มีปุ่ม access ibm ก็เพื่อเข้าหน้า BIOS หล่ะครับ ส่วนพวก volume ต่างๆก็ตามรูปหล่ะครับ ไม่ได้มีอะไรพิเศษจริงๆครับ
     
     
       พอมาดูในเรื่องปุ่ม Fn + ? กันครับ.. สำหรับ IBM มีให้เล่นเต็มครับงานนี้ เรียงลำดับกันเลยนะครับ ปิดหน้าจอ, Standy mode, WiFi on/off, Switch หน้าจอ, Hibernate, เพิ่ม/ลด brightness, เปิด/ปิดไฟส่อง keyboard และที่แปลกมากๆก็คือ Back และ Forward หล่ะครับ ตรงที่อยู่ที่แถวลูกศรหน่ะครับ
       ที่เด่นๆและไม่มีในเครื่องอื่นก็ปิดหน้าจอ, Hibernate และเปิด/ปิดไฟส่อง keyboard ผมว่ามันเด่นๆจริงๆครับ เรียกว่า บางฟังก์ชั่นมันก็อำนวยความสะดวกกว่าเครื่องอื่นมากจริงๆครับ มาดูไฟส่อง keyboard ยามไม่ค่อยมีแสงกันครับ idea แปลกๆดีครับ อันนี้
       
       ตามรูปหล่ะครับ เรียกว่าตอนไฟดับหรือแสงไฟน้อยก็ทำให้พอเห็นเลยหล่ะครับ พิมได้เลยครับ สำหรับคนพิมสัมผัสไม่ได้ครับ และที่แปลกอีกอย่างก็คือ Wifi on/off นี่ต่างกับชาวบ้านจริงๆครับ เท่าที่เห็นนะครับ ยี่ห้ออื่นก็จะเป็นปุ่มแยกออกไปหล่ะครับ แต่ IBM มาทำอย่างนี้มันคงแปลกๆหล่ะครับ เท่าที่เห็นก็สวยดีครับ มีเป็น interface สวยงามดีครับ ฮ่าๆ ซึ่งก็ปรับเป็นแค่ toggle ก็ได้ครับ ซึ่งก็แนะนำให้ทำด้วยครับ เพราะว่า interface ที่สวยงามมันก็มาพร้อมกับการทำให้มันช้า ลำบากขึ้นด้วยหล่ะครับ เวลาปิดเปิด wifi ฮ่าๆ
     

       Fujitsu
       เรามาดูกันที่ fujitsu ต่อครับ
     
       สำหรับ fujitsu ก็มีความพิเศษเพิ่มหล่ะครับ โดยเพิ่ม application button ขึ้นมาหล่ะครับ สามารถตั้งได้เองครับ ว่าต้องการให้เป็น shortcut สำหรับโปรแกรมใดครับ ผมว่าเป็นการออกแบบที่ดีทีเดียวครับ ทำให้สะดวกขึ้นมากครับ สำหรับโปรแกรมที่ใช้บ่อยๆครับ
     
       สำหรับปุ่ม Fn + ? ก็ไม่ได้มีอะไรโดดเด่นกว่าชาวบ้านเค้าหล่ะครับงานนี้.. แต่ที่ผมไม่รู้จริงๆคือ F4 ที่เป็นรูป mouse คืออะไรหล่ะครับ ..เรียกว่างงหล่ะครับ งานนี้..แหะๆ

       Acer
     
       ก็เหมือนๆกับ Fujitsu หล่ะครับ เพียงแค่จะมีน้อยกว่าครับ ก็ยังดีครับ ที่มี…
     
     
       สำหรับ Acer ก็ปกติหล่ะครับ ไม่มีอะไรพิเศษครับ.. ที่เห็นน่าสนใจก็ Standy นี่หล่ะครับ แต่ผมกลับไม่ชอบ standby แฮะ ทำเป็น hibernate ยังจะดีกว่าครับ เหอๆ

    Online Support
       สิ่งสำคัญอีกอย่างนึงสำหรับ notebook นะครับ ผมว่ามันคือ driver ครับ.. เพราะว่า hardware ดีแค่ไหน? หากไร้ซึ่ง software ที่ compatible และใช้ hardware ได้อย่างเต็มที่มันก็ไร้ประโยชน์หล่ะครับ และด้วยความที่ driver ของ notebook มักจะแตกต่างออกไปจาก desktop ที่หาได้จากผู้ผลิต chip ต่างๆได้ง่ายหน่ะครับ สำหรับ notebook ที่พึ่งเดียวมักจะตกอยู่ที่บริษัทที่ทำ notebook ไม่ใช่บริษัทผลิต chip ต่างๆหล่ะครับทำให้ยี่ห้อมีความสำคัญในระดับนึงทีเดียวหล่ะครับ เลยพยายามรวบรวม web มาไว้ให้หากันง่ายๆหล่ะครับ
     
    <ul>• IBM - ถึงแม้ IBM จะโดน levono takeover ในส่วน computer ทั้งหมดไปแล้วก็จริงหน่ะครับ… แต่เรื่อง support นั้นยังมีประสิทธิภาพเหมือนๆเดิมครับ ยังมี driver ให้หากันตั้งแต่ OS/2,DOS, windows ทั้งหมดยัน Linux หล่ะครับ เรียกว่าทำได้ดีครับ แถม download manager ของเค้าผมไม่แน่ใจว่าดีหรือไม่ดีครับ เพราะว่าต้องลง Java runtime environment ไม่งั้นก็โหลดไม่ได้หล่ะครับ ฮ่าๆ แต่เรียกว่าการจัดการดีทีเดียวครับ ไม่ผิดหวังครับ เร็วเป็นระบบดีมากครับ พร้อมทั้งมี spec ให้ดูและยังสามารถตรวจสอบระยะประกันได้จาก web ด้วยครับ เจ๋งทีเดียวครับ
     
    Fujitsu - ในส่วน support ของ fujitsu นั้นหน้า download ก็ ok ครับ ถือว่าหาไม่ยากนัก แต่ driver นั้นโดยมากจะมีให้เพียงตระกูล microsoft หล่ะครับ ไม่มีของ OS อื่นหล่ะครับ แต่เรื่องรายละเอียด spec ละเอียดดีทีเดียวครับ นอกนั้นก็เป็นรอง IBM อยู่พอตัวเลยหล่ะครับ สงสัยเพราะว่ามีสัญลักษณ์ designed for Microsoft Windows XP ค้ำคออยู่มั้งครับ หึหึ
     
    Acer - สำหรับ acer มี global site และของไทยซึ่งแยกโดยอิสระหล่ะครับ เห็นแล้วไม่ได้เกี่ยวกันหล่ะครับ ส่วน driver ก็จะมีเพียง Win2k และ WinXP หล่ะครับ ส่วนถ้าเป็นของ Linux จะต้องเข้า global site หล่ะครับ แต่สำหรับ spec แล้วเรียกว่าทำได้แย่หล่ะครับ คงเพราะรุ่นเค้ามีมากไปส่วนใหญ่ในสายจะเป็น series หล่ะครับ ไม่ได้มีรุ่นเจาะจงหล่ะครับเลยทำให้ไม่สามารถตรวจสอบ spec จริงๆของเครื่องเราได้เลย..เหอๆ ไม่เข้าใจเหมือนกันครับตรงนี้
     
    Toshiba - ผมว่าของ Toshiba นี่หายากสุดหล่ะครับ สงสัยเพราะเค้ามีผลิตภัณฑ์ต่างกันมากเกินมั้งครับ.. ฮ่าๆ เลยแทนที่จะเขียน toshiba ใน firefox ก็พอกลายเป็นต้องใช้ google หาด้วยคำว่า toshiba notebook แทนหล่ะครับ ส่วน driver ก็จะมีตั้งแต่ Win98 หล่ะครับ ส่วน spec นี่ผมว่าของ toxhiba แย่สุดจริงๆครับ ไร้คำบรรยายครับ ^
    ^” ไม่มีรุ่นเก่าๆเลยหล่ะครับ รุ่นใหม่ทีมีผมว่าก็ไม่ได้ดีอะไร ไม่เป็นระเบียบเอาซะเลยครับ
    </ul>   คงดูกันแค่เพียงเท่านี้หล่ะครับ เพราะว่าผมก็ไม่เคยใช้ยี่ห้ออื่นนอกจากนี้เหมือนกันครับ เลยไม่สามารถบอกได้จริงๆครับ ว่า..เป็นอย่างไร ;p

    สรุป
       อืม..มันจะดูเหมือนผิดประเด็นไปจากเรื่อง “มาเลือก notebook กัน” หน่ะครับ ถ้าอ่านจนจบ แต่.. ที่อยากจะให้ได้จริงๆคือ อีกมุมมองนึงนอกจากสิ่งที่จะเป็นตัวเลือกกันอย่าง spec หน่ะครับเพราะว่าการเลือก notebook นั้นมันก็เหมือนๆเลือก Palm หรือมือถือหล่ะครับ สำคัญ อยู่ที่การใช้งาน และจริงๆแล้วสิ่งที่สำคัญจริงๆคือการออกแบบเพื่อให้สะดวกต่อการใช้งาน ไม่ใช่ว่าสวย แพงแล้วจะใช้ได้ดี ใช้ได้สะดวกหน่ะครับ เลยต้องหาตัวอย่างมาให้ดูแม้มันจะไม่หลากหลายอะไรแต่ก็ให้พอเป็น idea ในการเลือก notebook ดีๆซักตัวหน่ะครับ เพราะเครื่องนึงไม่ได้ถูกเล้ย การลงทุนทั้งที่ก็ต้องให้คุ้มค่าหน่อยครับ ถ้าอ่านๆไปแล้วอาจจะรู้สึกว่าเข้าข้าง IBM แต่ก็นั่นแหละครับ จริงๆผมก็ไม่ได้ใช้ IBM 55 แต่ด้วยความที่มันออกแบบมาดีจริงๆครับ (แหะๆ.. ซื้อไม่ไหวเพราะแพงไป) อย่าลืมตัวเลือกนี้ไปละกันครับ อ้อ.. หวังว่าคงจะได้ idea เพิ่มเติมในการเลือก notebook มากกว่าที่จะมองแค่ว่า อ้อ.. ตัวนี้ Pentium 2.4 GHz แหน่ะ เร็วแน่ๆ เลยย.. นะครับ ;p เพราะมุมมองไม่ได้มีแค่มุมเดียว อิอิ

    note: สำหรับเรื่องประสิทธิภาพของ notebook มาดูกันต่อใน Notebook 2 ครับ

  • Sony Clie PEG-TJ27

       คราวนี้เรามาดูกันอีกแล้วครับ เป็น Value Select ที่ผมว่าน่าสนใจมากทีเดียวครับ แม้จะเป็นรุ่นที่วางอยู่ในระดับที่ต่ำสุด แต่.. สำหรับ TJ27 นี้ถ้าดูจาก spec แล้วก็ไม่ได้ด้อยแต่อย่างใดหล่ะครับ แต่สำหรับการวาง feature ของ Sony นั้นเค้าวาง PDA ในแต่ละระดับที่ต่างกันนะครับ ผมว่าเนื่องจาก feature ที่ขาดหายไปสำหรับ Clie ในระดับล่างๆจะกลายเป็น Wave synthesis แทน ต่างกับการวางตลาดของ Palm Inc. ที่จะตัดเรื่องอื่นๆแทน แต่ในส่วนของ wave synthesis กลับแทบจะกลายเป็นฟังก์ชั่นปกติสำหรับทุกๆ เครื่อง แม้แต่ Zire31 ที่แม้แต่จอยังเป็น Low-res ก็ยังมีฟังก์ชั่นนี้อยู่เลยครับ อันนี้ก็คงต้องเลือกหล่ะครับ ว่าอันไหนจะเหมาะสมกันมากกว่าสำหรับแต่ละคนหล่ะครับ
       สำหรับ TJ27 นี้เท่าที่จับดูจะเป็นเครื่องคู่ duo กับ TJ37 หล่ะครับ ทุกอย่างแทบจะเหมือนกัน body เดียวกัน เพียงแค่สีต่างกัน และสิ่งที่เพิ่มขึ้นมาของ TJ37 คือ Wifi และ wave synthesis นั้นเองครับ.. ขนาดชื่อของ TJ27 และ TJ37 ยังเป็นฝาแฝดกันเลยครับ นั่นคือ Leia และ Luke ตามลำดับ แม้จะเป็นแฝดคนละเพศก็เถอะ ฮ่าๆ ;p


    Spec
       เรามาดูกันเรื่องแรกครับ spec นั้นเองครับ สำหรับเจ้าตัวนี้ก็ไม่ใช่ธรรมดาจริงๆครับ ถึงแม้จะไม่ได้หรูหรา เลิศเรอ แต่ผมว่าดูแล้วว่ามันเป็น PDA ที่ไม่ใช่ธรรมดาตัวนึงจริงๆหล่ะครับ

       สำหรับ Palm ผมว่าด้วย spec ขนาด TJ27 นั้นค่อนข้างจะดีมากครับ ในตำแหน่งของ Value Select อีกมุมมองนึงที่อยากจะให้ดูนั้นก็คือ มุมมองในการเปรียบเทียบกับเครื่องอื่นครับ สำหรับ TJ27 นั้นผมว่าน่าจะวางตลาดในตำแหน่งเดียวกับ T|E ของ PalmOne หล่ะครับ ด้วยราคา $199 เท่ากันในการเปิดตัว แต่ด้วย spec ที่ผมว่าเป็น spec คนละมุม..เลยหล่ะครับ แต่ไม่ว่าจะยังไง T|E ก็ขายดีกว่า.. ไม่ว่าจะเพราะการทำตลาดของ PalmOne ที่ดีกว่า Sony แล้วการใช้งานของ Palm ที่ผมยังว่าเอื้อความสะดวกให้มากกว่า Clie แล้ว แต่ผมว่า Clie มันดีจริงๆครับ เรื่องวัสดุ-อุปกรณ์ที่ใช้ ส่วนเรื่องการใช้งานก็ค่อยมาหาโปรแกรมมาช่วยละกันครับ ฮ่าๆ มาลองดูแบบเชิงเปรียบเทียบกับ T|E ดีกว่าครับ

    Model Name
    PEG-TJ27
    Tungsten|E

    OS
    5.2.1
    5.2.1

    Storage Heap
    23MB
    29MB

    Dynamic Heap
    8MB
    2MB

    CPU
    Motolora i.MXL 200MHz
    TI OMAP 126MHz

    MP3
    No
    Yes

    Speaker
    Buzzer
    Mono Speaker

    Jack
    No
    3.5mm Stereo Jack

    Camera
    CMOS 300k pixels
    No

    Expansion
    MemoryStick
    SD

    Navigator
    Jog-dial
    5-way

    Power Switch
    On-Hold
    On

    Indicator
    Open/Full charge, read/write MS LED
    No

    On/Off backlight
    Yes
    No

    Write onscreen
    No
    Yes

    วิธี Reset
    จิ้มได้เลย
    ต้องถอดหัว stylus มาจิ้ม

       จากมุมมองของผม ผมว่าทั้ง T|E และ TJ27 นั้นต่างมีจุดเด่นต่างกันจริงๆครับ แทบจะเป็นนละด้านกันเลยครับ ซึ่งฮ่าๆ ถ้าเอามารวมกันนี่คงจะดีไม่ใช่น้อยแฮะ แต่มันก็เป็นไปไม่ได้หล่ะครับ เอาเป็นว่าเรามาดูกันว่า TJ27 มันเจ๋งแค่ไหน ฮ่าๆ~ บอกได้แค่ว่า... ไม่ผิดหวังแน่ๆครับ ที่ผิดหวังอย่างเดียวก็ Memorystick นี่ตัวแพงหล่ะครับ 555 ส่วนที่เทียบๆนั้นที่สีจางลงก็แค่ความแตกต่างไม่ชัดเจนนักแต่ก็เห็นหล่ะครับ ^_^ แต่ที่สีเข้มขึ้นก็แตกต่างกันชัดตาม sense ที่ควรจะรู้สึกหล่ะครับ แหะๆ

    to the top



    Design & Material
       ในส่วนของการออกแบบ Clie ก็ยังคงรักษาแบบเดิมๆครับ (แหะๆ คือผมเห็นว่า Clie ค่อนข้างจะออกรุ่นมาก แต่การออกแบบไม่ต่างกันเลยแฮะ ใน series เดียวกัน ซึ่งสำหรับ TJ27/37 มันก็ต่อมาจากพวก TJ25/35 ซึ่งก็พัฒนามาเล็กน้อย) ยังคงใช้สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเองคือ Jog-dial แต่สำหรับ TJ series ก็ไม่มีปุ่ม back ซึ่งผมว่าน่าเสียดายทีเดียวหล่ะครับ
       แต่เจ้า TJ27 นั้นผมว่าออกแบบมาด้วยสวยทีเดียวครับ ออกแบบมาได้เหมือนกับเป็นหนังสือโดยที่มีปกเป็นแผ่นปิด หรือ soft cover ซึ่งก็จะเอาออกก็ได้ครับ ตามใจคนใช้หล่ะครับ ส่วนมุมมองที่นอกเหนือไปจากการเป็น PDA ก็คือการทำหน้าที่เป็นกล้องด้วยปุ่ม ปิด/เปิดหน้ากล้องนั้นอยู่ด้านล่างฝั่งขวามือ และมีปุ่ม shutter อยู่ฝั่งขวา มุมล่างๆ ทำให้เวลาจับตอนถ่ายรูปให้ความรู้สึกเหมือนกับกล้องทีเดียวครับ เป็นการออกแบบค่อนข้างลงตัวครับ ทั้งการใช้เป็น PDA และเป็นกล้อง digital ซึ่งในเรื่องคุณภาพค่อยไปว่ากันทีหลัง แต่มันถือว่าดีทีเดียวหล่ะครับ
       มาดูกันในส่วนตัวเครื่องกันเลยครับ ตัวนี้ Clie เค้าออกแบบมาในรูปแบบปกติครับ 4 ปุ่มมาตรฐานอยู่ข้างหน้าและมี Jog dial ตรงกลาง

       ในส่วน body ของ TJ27 ก็จะเป็นพลาสติกเคลือบสีเงินดำต่างกับ TJ37 ที่สีจะเป็นสีเงินอ่อนๆครับ แต่ก็ดูดีครับ เรียบร้อย เก็บงานดี เท่าที่ดูก็จะเห็นมีแต่หน้าจอครับ ที่ไม่ทราบว่าจะเว้นขอบจอไว้เยอะๆทำไมครับ น่าจะเก็บให้เรียบร้อยไม่ก็ขยายจอให้ใหญ่เท่า body เลยน่าจะดีกว่า

       ผมไม่เข้าใจว่าเพราะอะไร แต่ว่าก็น่าจะเพราะตัวนี้หล่ะครับ ตัวปรับ brightness นี่ละมั้งครับ เพราะมันวางตำแหน่งแปลกๆเลยส่งผลให้ขอบจอหนาขึ้นมั้งครับ จริงๆ ถ้าวางเหมือน palmOne ก็น่าจะเรียบร้อยกว่านะครับ ผมว่าตำแหน่งนี้

       มาดูกันในส่วนของ soft cover ที่ทำมาเพื่อป้องกันหน้าจอของ TJ27 ผมว่าทำออกมาได้สวยครับ เป็นเหมือนหนังสือบางๆเล่มนึงเลยครับ ออกแบบมาได้ดีจริงๆครับ ตรงนี้ สามารถเปิดออกได้อย่างสะดวกและพับไปรองด้านหลังได้เลยครับ เป็นทั้งตัวช่วยรักษาเครื่องจากรอยขีดข่วนแถมยังออกแบบมาเพื่อช่วยให้เจ้า TJ27 ดูดีอีกด้วยครับ

       จากรูปสุดท้ายจะเห็นได้ว่าเมื่อพลิก soft cover มาด้านหลังนะครับ มันจะเป็นเหมือนกล้องดีๆนี่เองครับ แต่ที่จะแสดงให้ดูอีกอย่างก็คือ soft cover เค้าทำมาค่อยข้างดีครับ คือจะไม่เรียบเสมอกันครับบริเวณ ปุ่มมาตรฐานและ jog dial ครับ จะเป็นเหมือนพลาสติกไม่หนามากครับ เพียงแค่รองรับอยู่รอบๆปุ่มทั้งหมดครับ เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกกดโดยไม่ได้ตั้งใจครับ ต่อไปเรามาดูกันทีละส่วนกันดีกว่าครับ

       ตำแหน่งในการวาง infrared และ memorystick ก็เป็นไปตามปกติครับ และสิ่งที่ผมชอบอีกอย่างของ Clie ก็คือ LED แสดงสถานะของ MemoryStick นี่แหละครับ ดูเค้าใส่ใจเรื่องเล็กๆน้อยๆดีครับ
       ด้านข้างฝั่งซ้ายก็จะเรียบๆไม่มีอะไรครับ เพราะจริงๆออกแบบไว้สำหรับยึด soft cover ครับ ส่วนฝั่งขวาก็จะมีปุ่ม Power/Hold และ shutter ครับ โดยจะอยู่ทางด้านล่างทั้งหมดครับ ที่จะต้องระวังก็เหมือนๆกับ T|T2, T|T3 หล่ะครับ น่าจะหาอะไรมาปิดตรงที่น๊อตด้วยนะครับ วันดีคืนดีมันอาจจะหายไปไม่รู้ตัวเลยหล่ะครับ .. อย่างน้อยก็กันไว้ดีกว่าแก้ครับ

       ก็จะมีปุ่มปิด-เปิดหน้ากล้องครับ ทำได้ค่อนข้างดีครับ ออกแบบมาเพื่อใช้งานกล้องได้แบบเหมือนกล้อง digital ทีเดียวครับ ซึ่งจะไปดูในในส่วนต่อไปครับ ส่วนปุ่มกดลองสังเกตดูครับทำมาค่อนข้างจะเรียบ เมื่อเทียบกับตัวเครื่องครับแต่ก็กดง่ายไม่ได้ลำบากแต่อย่างใดครับ ซึ่งการทำก็ทำให้มีโอกาสที่จะเก็บในกระเป๋าแล้วมีอะไรไปกดมันน้อยลงมากครับ ถึงแม้จะมี soft cover ช่วยไปแล้วระดับนึงก็ตาม แต่นี่คงเผื่อไว้สำหรับไม่อยากใช้ soft cover ด้วยหล่ะครับ ออกแบบไว้ดีจริงๆครับ จุดนี้

       stylus สไตล์เล็กๆ ยึด-หดได้ อาจจะจับไม่สะดวกเท่าไหร่หน่ะครับ ซึ่งก็เหมือนๆกับ TH55 ครับ แต่จะมีข้อดีก็ตรงที่ไม่ต้องถอดอะไรออกมาเพื่อ reset หล่ะครับ ตรงหัวของ stylus ก็จิ้มรู reset ได้ทันทีครับ ถือว่า ยังมีข้อดีมาลบล้าง ข้อด้อยไปได้ครับ หุหุ ส่วน connector ก็จะเหมือนเจ้า TH55 หล่ะครับ มีเจ้าตัวเล็กเป็นตัวเชื่อมต่อระหว่าง Palm กับสาย sync และสาย charge ครับ ซึ่งถ้าจะมองกันมันก็มีทั้งดีและไม่ดีหน่ะครับ แต่สำหรับผมแล้วผมกลับว่าน่าจะใช้ cradle มามากกว่านะครับ ฮ่าๆ ซึ่งที่ใช้ได้ก็ UC-55 หล่ะครับ ตัวละพันกว่าครับ ต้องหาเพิ่มเองครับ งานนี้ แต่เจ้า cradle ตัวนี้สวยดีทีเดียวครับ ^_^ น่าใช้ดีมากๆครับ

       มาดูกันเทียบกับตัวอื่นดูครับ บางกว่าแน่นอนครับ ^_^ แต่ผมว่าดูมันใหญ่(กว้าง+สูง)กว่า T|T2 อยู่พอสมควร ซึ่งก็น่าจะเพราะการออกแบบที่เป็นสี่เหลี่ยมมากๆหน่ะครับ ส่วน T|T2 ก็จะมนๆหน่ะครับ เลยทำให้ดูเล็กกว่าพอสมควรครับ แต่ถ้าใช้จริงก็จะไม่ค่อยรู้สึกหล่ะครับ



    built-in Software
       สำหรับโปรแกรมที่มาด้วยกับเจ้า leia ก็คือ
      • ชุด PIM เก่าครับ (Datebook, Address, To do list, Memopad)
      • Calc
      • Card info
      • CLIE Camera
      • CLIE FAQ
      • CLIE Files
      • CLIE Memo - อันนี้ทดแทน Notepad ที่ไม่มีหล่ะครับ แถมมีสีซะด้วยครับ อิอิ
      • CLIE Viewer - อันนี้ก็ Photo ของ Palm หล่ะครับ
      • Data Import - โปรแกรมแรกที่คิดจะให้ Palm เป็น Card Reader
      • Graffiti 2 help
      • MS Backup - โปรแกรม backup ง่ายๆมันคือ copy file ลง card แบบ one-touch นั่นเอง
      • Prefs - อันนี้มีอะไรดี.. ค่อยมาดูกันครับ
      • Security
      • Welcome
       จะเห็นได้ว่าทาง Sony จะเห็นความสำคัญกับ Software bundle มากกว่าทาง Palm Inc. นะครับ แม้จะบอกว่าก็หา download ได้ ซึ่งดีกว่าโปรแกรมที่ให้มาอีก แต่ผมกลับมองว่า เค้าค่อนข้างใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ดีครับ อย่าง MS Backup เนี่ย ถึงแม้จะไม่ดีอะไรแต่มีไว้ก็ดีกว่าไม่มีหล่ะครับ ส่วน Data Import แม้จะต้องลง driver แต่เค้าก็ยังคิดว่ามันน่าจะมีให้อ่าน MemoryStick ง่ายๆกว่าที่จะต้องมาหา CardReader หล่ะครับ ^_^ แล้วจะมาดส่วนที่เด่นๆกันครับ
    PIM
       ชุด PIM นี้มีความพิเศษกว่าปกติอยู่ตรงที่ Address ครับ เป็น Photo Address ครับ ใส่รูปได้ง่ายดายครับ คงเป็นผมมาจากเป็น Palm ที่มีกล้องด้วย Sony เลยทำมาให้พร้อมครับ ส่วนเรื่องการเก็บข้อมูลยังคงเป็น 4kB ครับ ต่างกับ TH55 อยู่ครับ

       แต่สำหรับ Leia นี้ก็สามารถจัดการเอาชุด PIM ใหม่ลงได้ครับ ใช้ได้ดี ไม่มีปัญหาครับ ก็จะขาดเพียงแค่จะใส่รูปใน Address ไม่ได้เท่านั้นเองครับ แต่ก็จะเก็บได้ 32kB ซึ่งผมถือว่าคุ้มครับ ^_^
    CLIE FAQ: อันนี้ผมว่าดีมากเลยครับ เป็นคำถาม-คำตอบเป็นหมวดหมู่ดีครับ

    CLIE Files
       โปรแกรมนี้ถึงจะไม่ดีเท่า FileZ แต่ผมว่าเค้าก็ดีนะที่ยังมีให้ครับ ... อ้อ.. แต่อย่างว่าครับ มีให้ทั้งทีจะไม่มีอะไรดีเลยก็คงไม่ใช่แล้วหล่ะครับ จริงๆแล้วมันยังสามารถจัดการ zip ได้อีกด้วยครับ สงสัยกะว่าจะให้ zip ใส่ MS เพราะรู้ว่ามันแพง แล้วค่อยแตกออกมาใช้งานที่ com ที่ทำงานมั้งครับ ฮ่าๆๆ แล้วก็ถ่ายข้อมูลด้วย Data Import ต่อ หึหึ ต่อเนื่องกันจริงๆครับ ;p
    CLIE Memo
       ตัวแรกที่จะพูดถึงแม้มันก็จะแค่เหมือน Notepad ของ Palm แต่มันกลับมีอะไรที่มากกว่าครับ ที่มันเหนือกว่า Notepad แบบเห็นๆก็เรื่องสีหล่ะครับ เจ้า Clie Memo นี้ใช้สีได้ 256 สีหล่ะครับ แต่อย่างว่าเวลาจะจดอะไรเร็วๆมันก็คงไม่ได้เปลี่ยนหรอกครับ แต่มีไว้ก็ดีก่วาไม่มีหล่ะครับ อย่างน้อยก็เอาไว้ highlight ให้มันชัดเจนขึ้นได้ครับ ^_^

       จากรูปลองดูการทำงานมันนะครับ คือ เห็นปุ่ม 4 เหลี่ยมอยู่ทีมุมๆ (1 หน้าจะเป็น 6 ส่วนนะครับ) เป็นตัวกดเพื่อจะเขียนในส่วนนั้นๆครับ และเมื่อกดปุ่มอื่นมันก็จะเหมือน Zoom มาให้ แล้วถ้าเป็นส่วนอื่นที่ไม่ได้กดก็จะเป็นสีเทา... เพื่อให้หน้าที่กดเด่นชัดขึ้นอีก โหห ผมว่ามันเป็นการออกแบบการใช้งานที่ค่อนข้างสะดวกในการใช้จริงมากๆ แต่ถ้าต้องการให้เป็นแบบธรรมดาก็ทำได้โดยกดที่ปุ่มที่ active อยู่ก็จะทำให้เขียนได้ในทุกส่วนเหมือนเป็นกระดาษแผ่นเดียวกันตามปกติครับ ถ้าเคยใช้ Palm และเคยหงุดหงิดเวลา notepad มันเล็กไป... มองได้ไม่ทั่ว ผมว่า CLIE Memo ค่อนข้างจะตอบสนองความต้องการนั้นได้ดีทีเดียวครับ
       แต่... ไม่ใช่ว่า CLIE Memo ตัวนี้ดีกว่า Notepad ทุกเรื่องแฮะ มาดูกันส่วน toolbar ครับ สิ่งที่ผมประหลาดใจอย่างนึง คือ ไม่มีตัวลบ! มีแต่ undo กับ redo หล่ะครับ อืม.. ผมว่ามันแปลกๆจริงๆครับ และบางทีมันก็ไม่สะดวกนักหน่ะครับ ส่วนการควบคุมนั้น ค่อนข้างแย่ครับ เพราะเราจะดูได้เพียงแค่หน้าเดียวหล่ะครับ ไม่สามารถใช้ปุ่มใดๆในการเปลี่ยนไปดู memo อื่นได้ต้องกดที่ toolbar เพื่อเข้าไปหน้าหลักแล้วค่อยเข้าไปอีกหน้าแทนครับ อืม..ตรงนี้ผมว่า Notepad ทำได้ดีกว่ามากครับ เพราะใช้ 5-way ได้มีประโยชน์กว่ามาก ส่วน CLIE memo กลับไม่ใช่ปุ่มให้เป็นประโยชน์เลย.. ^_^"
    Clie Viewer
       สำหรับโปรแกรมตัวนี้ผมว่าไม่มีอะไรพูดมากหรอกครับ เพียงแค่ว่าข้อดีของมันคือใช้ Jog-dial ในการ zoom in/out ได้ ฮ่าๆ แต่ข้อเสียสุดของมันกลับเป็นการเปลี่ยนรูปกลับต้องออกจากรูปที่ดูเพื่อไปเลือกรูปใหม่หล่ะครับ สุดๆของความไม่สะดวกครับ ^_^" อันนี้เป็นเหตุนึงเลยครับ ที่ลง Resco Viewer ดีกว่า แหะๆ
    Prefs
       อันนี้ที่เอามาพูดถึงก็เพราะความแตกต่างระหว่าง Palm และ Clie ก็จะอยู่ตรงนี้ด้วยครับ คือการจัดหมวดหมู่ต่างกัน ซึ่งจริงๆแล้วก็ไม่ต่างกันมากในภาพรวมหน่ะครับ

       อืม สิ่งนึงที่เห็นได้ชัดคือ Clie เค้าจัด Theme อยู่ในส่วน Prefs | general หล่ะครับ ซึ่งผมว่าเค้ามี Theme ให้เลือกมากกว่าของ Palm หล่ะครับ อันนี้ผมว่าเจ๋งกว่าครับ แต่ส่วนที่อยากจะบอกว่าทำได้ดีมากคือ Status Info ครับ มันคืออะไร? มันก็คือ สิ่งที่ผมว่ามันน่าจะมีกับ Palm ทุกรุ่นหล่ะครับ มันเหมือนกับเป็น popup ที่มีรายละเอียดหลายๆอย่างแถมเป็น shortcut เพื่อเข้าโปรแกรมอื่นด้วยครับ

       นี่ครับ สำหรับวิธีการเรียกครับ เราลองมาดูกันว่ามันทำอะไรได้บ้างครับ

       นี่แหละครับ สำหรับ clie เรียกได้ว่าเป็น popup ที่มีประโยชน์มากๆครับ จากที่ Clie ไม่สามารถดูเวลาได้ด้วยการกดปุ่ม 5-way ก็มี popup นี้มาแทนก็บอกได้ครบถ้วนจริงๆครับ แถมยังเข้าสู่ CLIE Files หรือ Data Import ได้ทันทีครับ รวมทั้งยังปรับเสียงได้ด้วยครับ โดยถ้าเป็น Palm ก็ต้องพึ่งพวก TealPrefs DA, sysNfo หล่ะครับ ถึงจะทำได้! ยกให้เป็นส่วนเติมเต็มที่ดีที่สุดเลยครับ ฮ่าๆ

    to the top



    การใช้งานจริง
       สำหรับการใช้งานปกตินั้นด้วย chip i.MXL 200MHz และ dynamic heap 8MB ก็ไม่ทำให้ผิดหวังจริงๆครับ เปิดโปรแกรมไหน จะใหม่หรือจะเก่าก็ไม่มีปัญหา แถมผมว่ายังทำได้ดีมากๆครับ เรียกว่าเร็วเลยหล่ะครับ เรียกว่าชนะขาดครับ ใน PDA ระดับเดียวกัน แต่ในการใช้งานจริงๆนั้น Clie ยังขาดสิ่งอำนวยความสะดวกบางอย่างจริงๆหล่ะครับ เป็นสิ่งที่ Clie สู้ Palm Inc. ไม่ได้ครับ เห็นชัดๆก็ write on screen ซึ่งข้อนี้ก็ทดแทนได้ด้วย graffiti anywhere หล่ะครับ แต่สำหรับ World clock มันเป็นสิ่งที่ผมว่าค่อนข้างสะดวกมากๆครับ เวลาปิดเครื่องแต่แค่อยากรู้เวลาเราก็สามารถกด 5-way ก็จะมี popup ขึ้นมาแสดงเพียงแค่วิหรือ 2 วิหน่ะครับ แต่ clie ไม่มีเลยครับ... แต่ก็พอทนได้โดยใช้ status info ครับ แต่ก็เสียเวลาเพิ่มเติมโดยต้องเปิดอะไรก็ได้ครับ แล้วก็เรียก status info ... แต่ปัญหาคือก็ปิดไม่ได้โดยง่ายหน่ะครับ ฮ่าๆ เอาเป็นว่าอันนี้ยกให้ Palm Inc. เอื้อความสะดวกดีกว่าจริงๆครับ
       ส่วนการควบคุมของ TJ27 นั้น... ด้วยความที่การวางตำแหน่งแทบจะอยู่ในแบบมาตรฐานหน่ะครับ แถมมี jog dial ด้วยทำให้การใช้งานเป็นได้ค่อนข้างสะดวกครับ คือผมว่า jog dial มันก็มีทั้งข้อดีข้อเสียหล่ะครับ การใช้งานทั่วไป jog dial ก็แทบจะใช้ทดแทน 5-way navigator ได้ทั้งหมดหล่ะครับ ก็มีแค่บางอย่างหล่ะครับ ที่สู้ไม่ได้ที่เห็นชัดๆก็คงเป็นที่เกมหล่ะครับ ส่วนเรื่องเปิด web หรืออ่าน ebook ผมว่า jog dial กินขาดครับ มันนิ่มนวลกว่าเยอะ ฮ่าๆ (จริงๆถ้าเค้าทำปุ่ม ขึ้น-ลง ไปด้วยเลยก็น่าจะดีนะครับ ฮ่าๆ แบบว่าโลภๆ อิอิ)

       ส่วนในเรื่องแบตเตอรี่ ในการใช้งานนั้น TJ27 ผมลองใช้ rundown ทำการเก็บค่าเหมือนเดิมครับ ผลสรุปก็ออกมาตามกราฟครับ

       ก็อยู่ในเกณฑ์ปกติหล่ะครับ ไม่ได้น้อยจนน่าใจหาย แต่ก็ไม่ได้มากอะไรครับ 5 ชม. พอดิบพอดีครับ แต่ถ้าเล่นเกมนี่ก็จะลดเร็วกว่านี้พอสมควรหล่ะครับ แต่ว่าด้วยความที่ TJ27 นั้นแทบไม่รองรับในเรื่องเสียงเลยก็ทำได้ได้เปรียบ PDA ตัวอื่นเล็กน้อยหล่ะครับ เรื่องเวลาในการใช้งาน ฮ่าๆ (เค้าเรียกว่าได้เปรียบรึป่าวก็ไม่ทราบนะครับ แหะๆ)
    ใช้งานกับกล้อง
       ด้วยการที่ TJ27 ออกแบบมาให้ใช้กล้องได้ค่อนข้างดีทีเดียวครับ การจับของมันเลยเหมือนกับ กล้อง digital เพียงแค่มันบางและใหญ่กว่าครับ เลยอาจจะทำให้จับไม่ค่อยสะดวกนักสำหรับคนมือใหญ่อย่างผมหน่ะครับ แต่ถือว่าอยู่ในตำแหน่งที่ดีมากครับ สำหรับ PDA เครื่องนึงที่มีความสามารถของกล้องเพิ่มขึ้นมา ฮ่าๆ

    Brightness

       เรื่องนี้ผมไม่แน่ใจนะครับ ว่าเพราะอะไร แต่ผมว่าเครื่องที่ใช้ chip ของ motolora มักจะปรับ brightness ได้น้อยมากครับ ความแตกต่างมันน้อยไปหน่ะครับ แม้ว่าจะใช้โปรแกรมอย่าง SysNfo หรือ AutoDimmer แล้วก็ยังไม่สามารถปรับ brightness ให้มีช่วงกว้างมากขึ้นหน่ะครับ อันนี้ผมถือว่าไม่ค่อยดีหล่ะครับ แม้เจ้า leia จะปิด backlight ได้ก็ตามครับ แต่สำหรับการใช้งานจริงๆผมว่าการปิด backlight มันใช้จริงไม่ได้ครับ เพราะมันแทบจะมองไม่เห็นหน่ะครับ ต่างกับพวก m515 ที่ยังพอมองเห็นได้แม้ปิด backlight ครับ ส่วนพวกใช้ chip Intel XScale ก็มีตัว brightness fix ที่ทำให้การปรับ brightness ทำได้ดีแล้วหน่ะครับ

    to the top



    บทสรุป Clie PEG-TJ27
       สำหรับเจ้า TJ27 นั้นก็อยู่ในตลาดระดับล่างของ Clie หล่ะครับ แต่ด้วยความที่ Sony เค้าทำมั้งครับ เลยยังคงความเนี๊ยบของผลิตภัณฑ์ไว้ได้แถมปัญหาในเรื่องของ hardware นี้ไม่มีจริงๆครับ เรื่องของปุ่ม power/hold ที่ดูไม่แข็งแรงนั้น เท่าที่ใช้ดูก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใดครับ อย่างไรก็เลี่ยงไปใช้ปุ่มอื่นในการเปิดก็ ok หล่ะครับ ที่ติก็น่าจะเป็น function พื้นๆหล่ะครับ ที่จริงๆน่าจะติดมากับเครื่องหน่ะครับ เช่น พวก write on screen, หรือ กด jog แล้วมีเวลาขึ้นแบบ Palm หน่ะครับ เท่านี้ผมก็ว่ามันจะสมบูรณ์มากทีเดียวครับ สิ่งที่น่าจะเป็นข้อเสียของ TJ27 จริงๆนั้นก็น่าจะเป็นเรื่องเสียงหล่ะครับ ไม่ได้ว่าเรื่องไม่มี wave synthesis นะครับ แต่...ปัญหาคือมันเบามากหน่ะครับ แหะๆ สงสัยผมใช้แต่เครื่องที่เสียงดังๆมาก่อนหน่ะครับ เลยรู้สึกเรื่องนี้นิดนึง แต่โดยรวมผมค่อนข้างพอใจมากๆครับ กับ Sony Clie TJ27 เอาเป็นว่าผมให้ตัวนี้น่าใช้มากกว่า T|E ก็เพราะว่าไม่มีปัญหาเรื่อง hardware มากวนใจจริงๆครับ ^_^ ถ้าจะเลือกเครื่อง Palm มาใช้เป็น Organizer ช่วยจัดการเวลา.. เล่นเกมยามว่าง มีอะไรเล่นแก้เหงา แถมยังเก็บภาพ snapshot ได้ซะด้วย อย่าลืมทีเดียวครับ.. TJ27 เอาไปเลยครับ 4 ดาว...เต็มเลยครับ ^_^

    note: เรื่อง rate ที่ผมจะให้ผมอิงถึงเป้าหมายของเครื่องนั้นๆในตลาดและประสิทธิภาพ+การใช้งานของเครื่องนะครับ ไม่ได้เกี่ยวว่าเครื่องแพงกว่า มีอะไรมากกว่า จะได้มากกว่านะครับ ฮ่าๆ ;p เพราะไม่งั้นยังไงเครื่องดีไม่ดียังไง แพงกว่าก็ต้องมีอะไรให้เล่นมากกว่าเครื่องที่ถูกกว่าแน่ๆหล่ะครับ

  • Why Palm?

    หลายคนสงสัยและไม่เข้าใจว่า ทำไมต้องใช้ Palm? ทำไมต้องยอมจ่ายเงินจำนวนไม่น้อยเพื่อ Palm? ซึ่งดูเป็นสิ่งฟุ่มเฟือยมากกว่าสิ่งจำเป็นในสายตาคนทั่วไป โดยเฉพาะคนที่ไม่เคยใช้ แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่ามีความน่าสนใจอะไรซ่อนอยู่ใน " Palm "
    Palm >> the best organizer
        Palm เกิดมาจาก organizer เป็นจุดเปลี่ยนของ organizer ที่เป็นกระดาษ โดยการจำลอง organizer ไว้ในเครื่อง มีโปรแกรมต่างๆ เพื่อรองรับการใช้งานในลักษณะเดียวกับ organizer กระดาษ แต่จุดที่ Palm มีดีกว่า ก็คือ ความเป็นระเบียบและความหลากหลายในการใช้งาน Palm จัดระเบียบและเรียบเรียงข้อมูลต่างๆ โดยโปรแกรม ทำให้ง่ายต่อการใช้งาน ไม่มีรอยลบให้รกสายตา สามารถเก็บและหารายละเอียดที่เกี่ยวข้องได้ง่ายโดยไม่จำเป็นต้องจดหลายที่ ในขณะที่คอมจะสามารถหาได้จากชื่อ fileเท่านั้น แต่น้อง Palm ของเราสามารถหาได้จากทุกส่วน มีบริการเตือนล่วงหน้า และบริการพิเศษในชีวิตประจำวันอีกหลายอย่างที่สามารถหาใช้ให้เหมาะสมกับตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็น Handy Shopper สำหรับสาวนักช็อป, Bonsai สำหรับงานที่มีรายละเอียดเยอะ, Money นักบัญชีส่วนตั๊วส่วนตัวสำหรับช่วยจัดการเรื่องบัญชีใช้จ่าย, Happy Days ช่วยจดจำวันเกิดของเพื่อนๆ สำหรับคนขี้ลืม ฯลฯ
        Palm ไม่ได้แค่ช่วยจัดการเวลาของเจ้านายคนเดียวเท่านั้น แต่ Palm อาจช่วยจัดการตารางเวลาของคนใกล้ชิดได้ด้วย ทำให้สามารถจัดตารางเวลาให้ลงตัว มีเวลาว่างตรงกันมากขึ้น ถือได้ว่าเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์โดยอ้อมทางหนึ่ง
    Palm >> เครื่องมือฆ่าเวลา
        นอกจาก Palm จะเป็น organizer ชั้นยอดแล้ว ยังเป็นเครื่องเล่นเกม เป็นห้องสมุดเคลื่อนที่ และเป็นวิทยุพกพาอีกด้วย (บางเครื่องล่ะนะคะ ;p) โดยกิจกรรมต่างๆ เหล่านี้ ช่วยทำให้เวลาที่แสนจะน่าเบื่อกลายเป็นเวลาแห่งรอยยิ้ม ความสนุกสนาน ของเด็กๆ หรือแม้แต่ผู้ใหญ่ตัวโตๆ ก็คงปฏิเสธไม่ลงเช่นกัน ยิ่งถ้าคุณเป็นคนขี้เหงาแล้วละก็ คุณเจอเพื่อนที่แสนดีแล้วล่ะค่ะ : )

    Palm >> shortnote และ เครื่องช่วยจำในเวลาจำเป็น
       ในเวลาที่คุณต้องการจดอะไรสักอย่างที่เร่งรีบและเวลานั้นคุณไม่มีกระดาษ ปากกา แต่คุณมี Palm โปรแกรม notepad และ memo ช่วยคุณได้ค่ะ คุณสามารถจดสิ่งต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว (อันนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถในการเขียน Graffiti ของคุณด้วยนะคะ) ทางแก้ทางหนึ่งก็คือ เลือก Palm รุ่นที่เป็นคีย์บอร์ดค่ะ ;p แล้วคุณก็สามารถเรียกมาดูได้ทุกเมื่อที่คุณต้องการเพราะน้อง Palm จดจำสิ่งที่คุณจดไว้แล้ว กระดาษอาจหาย แต่น้อง Palm ไม่ปลิวไปตามลมนะคะ อีกสิ่งนึงที่เห็นได้ชัดคือ แม้ข้อมูลใน palm จะเก็บได้น้อยกว่าในคอม ก็ตามแต่ลองสังเกตดูค่ะ ว่าข้อมูลนั้นๆ จะถูกนำมาใช้งานต่างกัน เพราะน้อยครั้งมากที่จะเอาข้อมูลในคอมมาอ่าน แต่สำหรับข้อมูลใน palm วันไหนเกิดว่างๆ ก็หยิบมันขึ้นมาดูได้อย่างรวดเร็ว
    Palm >> อุปกรณ์หาเพื่อนใหม่
        ใครจะคิดคะ ว่า Palm นี่แหละทำให้เราได้รู้จักเพื่อนใหม่ น้อง Palm เป็นสื่อกลางในการสร้างสังคมคนใช้ Palm ที่ให้ความช่วยเหลือในเรื่องโปรแกรม การใช้ Palm และปัญหาที่พบ Palm กลายเป็นหัวข้อสนทนาที่น่าสนใจ และมีอะไรใหม่ๆ เสมอ ร่วมทั้งความสนใจที่แตกต่างกันของแต่ละคน ทำให้มีการใช้งานที่แตกต่างกัน การหาข้อมูลก็แตกต่างกัน การรับฟังหรือบอกเล่าข้อดี-ข้อด้อยของโปรแกรม Palm ในส่วนที่คนๆ หนึ่งใช้ อาจจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ในสังคมคนใช้ Palm คนอื่นได้ ซึ่งเป็นการสร้างมิตรภาพเล็กๆ บนโลกใบนี้ด้วย
    Palm >> เก็บ shot เด็ดในชีวิต (อันนี้สำหรับรุ่นที่มีกล้องนะคะ)
        ในเมื่อ Palm เป็นของใช้ส่วนตัวที่มักจะติดตัวผู้ใช้ไปตลอดเวลา กล้องของ Palm จึงดูจะมีประโยชน์ในแง่ของการเก็บความทรงจำต่างๆ ทั้งความประทับใจ สิ่งผิดปกติ หรืออะไรก็ตามที่ผ่านเข้ามา ทำให้เราไม่พลาด shot เด็ดๆ ที่อยากจะเก็บเอาไว้ นอกจากนั้น กล้องของ Palm ยังเป็นเครื่องมือที่ทำให้การพูดคุยกันในโปรแกรม Msn สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น โดยการใช้บริการ video conversation ทำให้สามารถเห็นหน้ากันระหว่างคุยได้ น่าสนใจไหมล่ะคะ?

    Palm >> เครื่องมือสำหรับโอ้อวด
        ข้อนี้ดูจะเป็นอะไรที่ไม่อยากเขียนถึงเท่าไหร่ แต่ก็ต้องยอมรับว่ามีบางคน (เชื่อว่าเป็นส่วนน้อยมากๆ) ใช้ Palm เป็นเครื่องมือสำหรับโอ้อวดจริงๆ คงจะเป็นเพราะว่า Palm ดูเป็นสิ่งฟุ่มเฟือยสำหรับคนทั่วไปและมีราคาสูง แต่สำหรับคนที่ใช้ Palm อย่างที่ Palm เป็นได้คุ้มค่าและตรงตามความต้องการแล้ว คงจะต้องบอกว่าคุ้มค่าและคุ้มราคา Palm เป็นได้มากกว่าเครื่องมือสำหรับโอ้อวด ถ้าคุณรู้จักเรียนรู้และใช้มัน
    " Palm " เครื่องมืออเนกประสงค์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการดำเนินชีวิตได้อย่างน่าสนใจ ด้วยขนาดที่พกพาได้สะดวกและประโยชน์ที่หลากหลาย ทำให้ Palm คงความน่าใช้ได้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย โดยเฉพาะชีวิตที่เร่งรีบ Palm จะเป็นทางออกที่ดีทางหนึ่งที่จะช่วยให้คุณจัดการกับช่วงเวลาทุกรูปแบบได้อย่างสบายๆ ถ้าได้ลองใช้ Palm แล้วละก็ รับรองค่ะว่า จะติด(ใจ)

  • Sony Clie PEG-TH55: second take

    Sony Clie PEG-TH55 ภาคใช้ให้คุ้มค่า

    จากวันประมาณเดือนเมษา-พฤษภา ก็เขียน TH55 ไปแล้วรอบนึงแล้ว เรื่องนี้ก็คิดว่าจะเขียนตั้งแต่เดือนมิ.ย. หล่ะครับ แต่พอเอาเข้าจริงๆ เวลาว่างมันก็มาลงตอนนี้หล่ะครับ ฮ่าๆ กลายเป็นว่าเอาหล่ะ ถึงเวลาเขียนซักที (ทั้งๆที่จริงๆมีอีกเรื่อง แต่แยกกันดีกว่า เพราะว่าอันนู้นเป็นการเขียนเชิงติมากกว่าชมเป็นแน่ครับ) แต่เรื่องนี้จะมาเขียนทั้งวิธี ทั้งโปรแกรมที่ผมว่ามันช่วยให้ใช้งานเจ้า TH55 หรือ Atom (device ID ครับ) ได้สะดวกขึ้น (ในแบบของผมนอื่นไม่รู้หล่ะ 55)

    ยังไงก็จะเป็นการเขียนที่ค่อนข้างต่อเนื่องจากตัวเก่า ตอบคำถามที่ยังคงเหลือไว้เพราะยังไม่ได้มีการใช้งานเต็มที่หล่ะครับ คราวนี้จะไม่กล่าวถึง Clie Organizer หล่ะครับ เพราะเจ้าตัวนี้มันมีทั้งดีและไม่ดีครับ เลยเก็บไว้บ่นทีเดียวครับ แต่ที่จะพูดจะเป็นการใช้เครื่องโดยรวมหล่ะครับ

    เอาเป็นว่าไม่ต้องเกริ่นแล้วครับ เขียนครั้งนี้จะพยายามไม่มีน้ำ หึหึ

    เล่นกับ software:

    1. บทสรุป Clie Organizer popup menu
    2. สิ่งที่ Clie หายไป.. Write on screen
    3. เติมเต็มด้วยมุมมองแบบ Landscape
    4. เพิ่มความสะดวกในความลำบากด้วย Hi-Launcher!
    5. Browser ประจำกาย Xiino
    6. สุดยอดโปรแกรมอัจฉริยะ Picsel Viewer!

    ประยุกต์ใช้งานกับ hardware:

    1. เมื่อเล่นกับกล้องของ TH55
    2. ปิดท้ายด้วย accessories แนะนำ Cradle!

    Clie Organizer popup menu ซึ่งก็คือเจ้าปุ่มขวาสุดนี่แหละครับ… อันนี้หลังจากใช้ได้ไม่นานครับ “เลิกครับ…“ เปลี่ยนไปเถอะครับ.. เพราะมันแทบไร้ประโยชน์ ซึ่งจริงๆผมว่าเพียงแค่มันกด New datebook, address,.. อะไรได้แบบ RakuDA ไปเลยผมว่าจะเจ๋งมากก ครับ แต่ปัญหาคือมันทำไม่ได้ต้องมีการ select text มาก่อนครับ ส่วนการส่ง mail ก็เอาเถอะครับ เข้า address แล้วไปทั้ง enable tap-to-dial/e-mail ก็ถือว่าใช้ได้เหมือนๆกันครับ ^_^ แล้วค่อยไปว่าเรื่องการใช้งานปุ่มอื่น ว่ามันออกแบบมาเหมาะแล้วจริงเหรอ? ในบทความต่อไปดีกว่าครับ ฮ่าๆ

    สิ่งที่ขาดหายไปของ Clie ผมว่าน่าจะทุกรุ่นครับ คือ ฟังก์ชั่นที่ดีหรือไม่ดีก็ไม่รู้หล่ะ แต่ผมติดครับ 55 คือ write on screen ครับ ด้วยการที่มีจอยาวมาก่อน Palm Inc. ผมว่า Clie อาจจะลืมไปว่า สิ่งที่ทำให้จอยาวใช้ประโยชน์ได้สูงสุดจริงๆมันคือ สามารถเขียนได้โดยที่ใช้จอยาวอยู่ครับ และอีกอย่างที่เห็นชัดๆคือเวลาพลิกจอครับ จะให้เรียก graffiti area แบบแนวตั้งมันไม่ไหวจริงๆครับ เขียนไม่ได้จริงๆครับ มันไม่คุ้นสุดๆครับ ทางออกของปัญหานี้คือ graffiti anywhere ตัวที่ผมใช้คือ 1.5.7 นะครับ freeware ประสิทธิภาพดีครับ สิ่งที่ผมว่ามันดีเพราะ

    • มันลดข้อเสียของการเขียนหน้าจอที่จะมีผลต่อการกด icon ต่างๆได้ครับ ด้วยฟังก์ชั่น single tap recognition คือทำให้เวลาเราต้องการจะจิ้มมันก็จะตรวจจับการจิ้มทันทีครับ ไม่ใช่ว่าต้องจิ้มแล้วค้างไว้แป๊ปนึงเพราะให้มันแน่ใจว่าเป็นการจิ้มเรียกโปรแกรมนะ ไม่ใช่เขียน graffiti ครับ

    แต่ฟังก์ชั่นนี้จะทำให้การเขียนจุดเปลี่ยนไปนะครับ จากที่แค่จุดๆ กลายเป็นต้องขีดตามรูปครับ ในตัวอย่างจะเป็นการเขียนตัว i ครับ ซึ่งจะแสดงให้เห็นว่า การเขียนจุดเขียนได้ 2 วิธีครับ ก็เลือกเอาตามสะดวกหล่ะครับ

    • มีการเปิด-ปิดได้ด้วยปุ่มครับ หรือจะเลือกเป็น tap screen corner ก็ได้ครับ อันนี้ผมว่าเป็นข้อดีครับ เพราะเจ้า clie ไม่มี statusbar แบบ Palm Inc. หล่ะครับ เพราะในบางโปรแกรมเจ้า write on screen มันเป็นข้อเสียมากกว่าข้อดีหล่ะครับ แต่ผมว่าถ้าโปรแกรมนี้มันให้กดปุ่มเลือกเองว่า จะใช้ปิด-เปิดปุ่มไหนได้เองจะเจ๋งมากครับ เพราะผมว่าถ้าใช้ปุ่ม capture ได้ละก็น่าสนใจดีทีเดียวครับ เพราะว่ายังไงนิ้วโป้งเราก็อยู่แถวๆนั้นอยู่แล้วหน่ะครับ แต่เอาเถอะครับ เพราะว่าสรุปแล้วผมเลือกใช้ tap screen เอาครับ โดยเลือกมุมบนขวาครับ แล้วก็ตั้งขนาดเป็น ซัก 7 pixels ครับ ที่ผมต้องตั้งไว้ใหญ่หน่อยเพราะว่าผมชอบใช้นิ้วเขียนหน่ะครับ ลองจิ้มดูด้วยนิ้วเอาให้เปิด-ปิดสบายหล่ะครับ เท่านี้ก็ทำให้ใช้เครื่องได้สบายใจขึ้นพอสมควรหล่ะครับ

    • มี activation indicator ครับ เป็นสีอะไรก็ได้เล็กๆอยู่ที่มุมล่างฝั่งซ้ายหรือขวาครับผม อันนี้ผมก็กลัวจะเกะกะสายตาเหมือนกันครับ แต่เอาเข้าจริงๆ ถ้าเลือกสีที่ไม่เด่นมากก็ ok หล่ะครับ แต่อย่าเนียนมากเดี๋ยวมองไม่เห็นหล่ะครับ 555

    Landscape v1.22

    ด้วยการที่ Palm Inc. เค้ามีพลิกหน้าจอกันแบบสะดวกสุดๆ Clie ไหนเลยจะขาด programmer ดีๆครับ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ.. มันไม่ได้รองรับทุกๆโปรแกรม และไม่ได้รองรับการทำงานภาษาไทยเลยครับ กล่าวคือ ผมไม่แน่ใจนักนะครับ ว่ามันเติมเต็มให้กับ TH55 ได้ดีรึป่าวครับ เพราะ

    • โปรแกรมของ Clie TH55 ส่วนใหญ่ไม่ได้รองรับการทำงานแนวนอนแบบเต็มจอครับ ถึงพลิกจอได้ก็ได้แค่ 320px*320px ซึ่งผมมองว่าไม่มีประโยชน์ครับ • โปรแกรมที่พลิกหน้าจอได้อย่างเต็มที่นั้น ดีจริงครับ มองได้สะดวกจริงครับ แต่ปัญหากลับกลายมาอยู่ที่ hardware ครับเพราะอย่าง TH55 ไม่ได้ออกแบบมาให้ใช้แนวนอนได้โดยง่ายครับ ตำแหน่งของปุ่มทั้ง 4 และ jog-dial นั้นไม่ได้ช่วยให้ง่ายขึ้นครับ รวมทั้ง hardcover ที่ออกแบบมาได้เกะกะหากมาใช้แบบแนวนอนครับ • ถึงแม้จะพลิกจอได้ดี แต่กลับมีปัญหากับภาษาไทยครับ พวกวรรณยุกต์หรือสระที่อยู่บนและล่างตัวอักษรหายหมดครับ --‘ แต่ก็เอาเถอะครับ มีไว้ก็ไม่เสียหลายครับ เผื่อได้ใช้ แต่ที่ผมว่ามันดีที่สุดคือไว้สำหรับอ่าน ebook หรือพวก pdf หรือ repliGo หล่ะครับ ^^ ด้วยขนาดไม่ถึง 40 kB ไม่มีเหตุผลที่จะไม่ใส่ไว้หล่ะครับ

    Hi-Launcher!

    ฮ่าๆ ที่บอกว่าเป็นตัวเพิ่มความสะดวกสบายในความลำบากนั้น มันจริงๆหล่ะครับ เว้นแต่ไม่เคยใช้ Palm จาก Palm Inc. มาก่อนมั้งครับ ก็อาจจะไม่ทราบครับ ด้วยความว่า Clie เป็นผู้ผลิตและออกแบบด้วย concept ที่แทบจะหลุด concept ของ Palm OS หล่ะครับ เลยทำให้ผมว่า Sony เค้าคำนึงถึงความสวยงามมากกว่าการใช้งานครับ ดังนั้นปลีกย่อยเล็กน้อยๆนั้นให้มาน้อยมาก อย่างเรื่องในข้อ 1 2 3 และ 5 บอกได้คำเดียวจริงๆครับ ว่าเพราะความคิดนี้ครับ เลยนำมาซึ่งสิ่งที่ต้องเปลียนแปลงหรือปรับปรุงเพื่อให้ใช้สะดวกขึ้นหน่ะครับ บางคนอาจจะมองมันเป็นจุดเล็กๆ แต่ไม่รู้ซิครับ ผมรู้สึก 555

    ทำไมต้องเลือก Hi-Launcher? ผมว่าสิ่งที่ขาดไปสำหรับ TH55 ที่ต้องการ Hi-launcher มากๆคือ การควบคุมเรื่อง wifi ครับ ถ้าเป็น TC เค้าจะมี shortcut ให้ที่ command bar ซึ่งผมว่ามันไม่ได้สะดวกมากนะครับ แต่ก็ทำให้สะดวกในการใช้งานขึ้นเยอะครับ ต่างกับ TH55 ซึ่งเป็นการ auto ทุกอย่างทั้งการปิด-เปิดดูแล้วถ้าในแค่ hotspot เดียวหรืออยู่แต่ในบ้านก็ ok หล่ะครับ แต่เมื่อไหร่ที่เปลี่ยนที่เล่น wifi ละก็มันก็ต้องมีอะไรคุมบ้างหล่ะครับ ทั้งการทำงานและการตั้งค่าครับ Hi-Launcher เป็นทางออกนึงครับ เพราะว่า Hi-Launcher สามารถ switch โปรแกรมได้ค่อนข้างอิสระมากๆครับ และมันดีกว่า McPhling ตรงที่สามารถ connect และ disconnect network ที่เลือกไว้ได้เลยครับ อีกอย่างก็คือ การ hotsync ครับผมว่าสาย sync กับเจ้าตัวเล็กๆมันไม่ได้อำนวยความสะดวกซักนิดเลยครับ อย่างของ TT5 ยังมีปุ่มให้ hotsync หน่ะครับ ส่วนรุ่นอื่นเค้าก็มี cradle กันครับ เลยต้องพึ่ง Hi-Launcher นี่แหละครับ ทำให้ hotsync ได้สะดวกสบายขึ้นเยอะครับ และการเรียกของ Hi-launcher นั้นสามารถเลือก stroke ตรงไหนก็ได้ หรือจะปุ่มไหนก็ได้แล้วแต่ถนัดครับ แล้วมันก็จะขึ้น pop-up มาให้ซึ่งก็สามารถใช้ jog ควมคุมและใช้งานได้ทันทีครับ ประกอบกับแต่งเติมสีสัน บอกวัน เวลาได้อีกด้วยครับ (ผมว่ามันแปลกๆจริงครับ ทั้งๆที่มี statusbar แต่กลับไม่สามารถบอกวันได้เลยว่าวันนี้วันที่เท่าไหร่ จริงๆน่าจะกดที่เวลาแล้วมี pop-up หน่อยก็น่าจะดีนะครับ ผมว่า..)

    Xiino v3.4.1E

    อืม broweser ตัวนี้ ผมใช้ 3.4.1E อยู่นะครับ ใช้ได้ดีทั้งแนวตั้งและแนวนอนยาวครบตลอดทั้งจอครับ ซึ่งจริงๆ netfront ก็ทำได้ครับ แต่ที่ผมเลือกตัวนี้ จริงๆผมเลือกตัวนี้ใช้กับทั้ง TH55 และ TT2 หล่ะครับ ด้วยเหตุผลเดียวที่มันชนะ WebPro ที่ผมว่ามันเจ๋งมากๆมาได้ ก็เพียงเพราะว่ามันสนับสนุนการทำงานร่วมกับทั้ง 5-way และ jog-dial และปุ่ม back ได้อย่างดีมากๆครับ ยิ่งถ้าเป็น TH55 นี่บอกได้คำเดียวครับ เวลาอ่านข่าวนี่สบายครับ

    • จะเลื่อนหน้าก็ด้วย ปุ่มซ้าย-ขวา
    • จะ select ก็เลื่อน jog และกด jog
    • จะ back ปุ่ม back ก็ใช้งานได้ดี (ทั้งที่ browser อื่นกดทีกลับ Launcher เลยครับ)

    เลยยอมจริงๆครับ กับ Xiino! จะเป็น Picsel browser ที่ว่าดีผมก็คงไม่ใช้หล่ะครับเพราะ Picsel browser มันดีจริงๆครับ ทำได้ดีในเรื่องการแสดงผลและความสวยงามครับ แต่กลับควบคุมได้ลำบากมากจริงๆครับ

    Picsel Viewer!

    กับโปรแกรมนี้.. อยู่ใน ROM นี่แหละครับ โปรแกรมนี้ทำให้ Clie ดูมีราศีขึ้นเยอะพอตัวหล่ะครับ ด้วยความสวยของมันที่เข้ากับความเป็น Clie อยู่แล้วแถมยังมีประสิทธิภาพดีจริงๆหล่ะครับ แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องลงเพิ่มคือ Picsel Accelerator ครับ จะทำให้เจ้า Picsel Viewer ทำงานได้ดีขึ้นมากครับ เห็นชัดๆกับความเร็วที่เพิ่มขึ้นได้ครับ โปรแกรมนี้ที่มันไม่ธรรมดาก็ตรงที่ว่ามันเปิดได้แทบทุกอย่างครับ ไม่ว่าจะเป็น__ PDF, jpg, png, gif (ถ้าเป็น gif animation ก็แสดงนะครับ), html โอ้โห..__ เปิดได้สารพัดมากๆครับ เป็น native files ทั้งหมดครับ และผมว่ามันเปิดได้เร็วมากครับ แบบว่า พวกโปรแกรมแสดงรูปอย่าง Resco Viewer ที่ว่าเร็วแล้วผมว่าไม่เร็วกว่าหน่อยก็เท่ากันหล่ะครับ สำหรับ Picsel Viewer ลองมาดูตัวอย่างกันครับ

    นี่ครับ menu ของเค้าที่เห็นชัดๆคือความสามารถในการหมุนจอครับ เจ้านี้ทำได้สมบูรณ์แบบอยู่แล้วครับ ไม่ต้องพึ่ง Landscape หล่ะครับ อีกตัวก็ browse เพื่อเปิด file ใน card ทั้งหมดครับ.. เพราะมันเปิดได้แทบทุก file นั้นเอง รองรับทุก directory จะเก็บไว้ยังไงก็ตามใจเลยหล่ะครับ ^_^

    มาลองเปิดกันดูเลยดีกว่าครับ ผมจะลองเปิด PDF ตัวนึงนะครับ ขนาดเกือบ 3 MB จะต้องรอซัก 10 วิครับ กว่ามันจะขึ้นครับ แต่พอขึ้นแล้วก็เปิดได้ทุกหน้าแบบกดแล้วมาครับ

    ทั้งแบบแนวนอนและแนวตั้งไม่มีปัญหาครับ มาดูเรื่องภาษาไทยกันครับ

    ก็ยังไม่มีปัญหาเหมือนกันครับ ^_^ จะเห็นได้ว่า Palm ก็เปิด native pdf file ได้เหมือนกันแถมความเร็วที่ได้ไม่ได้ด้อยเลยครับ ไม่มีปัญหาภาษาไทยเลยครับ พวก link ทั้งหมดก็ยังใช้งานได้ครับ

    ส่วนในเรื่องของ html นั้นก็เปิดใช้งานได้ดีครับ แต่กลับเป็นมีปัญหากับภาษาไทยหล่ะครับ เลยไม่ไดสามารถใช้งานภาษาไทยได้ครับ ^_^ ซึ่งก็รวมถึงพวก office ด้วยหล่ะครับ เปิดดูได้ครับ หมดจริงๆครับ.. แบบว่างงกับมันจริงๆครับ แต่ไม่รองรับภาษาไทยครับ ถ้าต้องการเรื่องภาษาไทยแนะนำให้ทำเป็น pdf ไปเลยครับ จะไม่มีปัญหาเหมือนในตัวอย่างหน่ะครับ อันนั้นเป็น powerpoint ที่แปลงเป็น pdf ครับ แต่มีข้อสังเกตนิดนึงครับ สำหรับการแปลงเป็น pdf จะทำให้เปิดช้าลงนะครับ ต่างกับเปิด powerpoint ที่ขนาด 10 MB ยังเปิดแล้วอีกอึดใจก็ขึ้นเลยครับ แต่ถ้าเป็น pdf ที่แปลงมาจะได้ประมาณ 2-3 MB แต่เปิดช้ากว่าพอสมควรครับ

    ข้อดีมากๆ

    • รองรับ Native files เกือบทุก format หล่ะครับ : PDF, html, jpg, gif, png, doc, xls, ppt, txt
    • หน้าตาสวยดีครับ เข้าใจง่าย
    • รองรับการทำงานด้วยปุ่ม jog-dial ครับ

    ข้อเสีย

    • ไม่รองรับภาษาไทย
    • เปิด PDF ช้าไปนิดครับ

    เล่นกับกล้องของ TH55

    ฮ่า ด้วยความที่ไม่เคยมี PDA ที่มีกล้องครับ ประกอบกับไม่คิดว่ามันมีประโยชน์มากครับ แต่พอเอาเข้าจริงมันก็ได้ใช้ประโยชน์จริงๆหล่ะครับ คงเพราะกล้อง TH55 มันชัดพอสมควรด้วยหล่ะครับ เลยกลายเป็นรู้สึกว่าโอ้โห เจ๋งมากครับ อย่างน้อย Palm มันก็ติดตัวเราตลอดเวลาเจออะไรก็ถ่ายเก็บๆไว้เล่นๆ ได้เลยครับ ยิ่งมีเด็กๆ ยิ่งหนุกใหญ่ ถ่ายเด็กกันสนุกเลย และที่สำคัญเรามาดูกันว่ามีอะไรเสริมให้เจ้ากล้องของ TH55 ทำอะไรได้มากขึ้นกันครับ นอกจากถ่ายภาพเจ๋งๆกันแล้ว 1. สนุกกับการถ่าย clip ด้วย Movie Recorder

    หลังจากที่ TH55 ดันไม่มีโปรแกรมถ่ายวิดีโอมาให้ทั้งๆที่รุ่นก่อนหน้านี้อย่าง UX-50 และก็น่าจะอยู่ในตำแหน่ง flagship เหมือนกันก็น่าจะมีให้มาหน่อยก็ดีนะครับ เลยต้องมีความต้องการแล้วหล่ะครับ 55 มันก็เลยมีพวกมือซนที่มี UX-50 ด้วยก็เลยไปเอา__ Movie Recorder__ มาใช้กับ TH55 ดูก็กลายเป็นได้จริงๆด้วยครับ แต่ปัญหาคือ สำหรับ Movie Recorder ก็ทำได้เพียงขำ-ขำหล่ะครับเพราะว่าจะถ่ายได้เป็น clip .mqv ครับ เปิดได้กับ QuickTime ครับ จะได้ขนาดเพียง 160px*112px, 15fps ครับ แต่ที่สำคัญคือมันฟรีครับ ^^ 2. สนุกกับการใช้กล้องเป็น WebCam ด้วย Palm Webcam อันนี้ shareware หล่ะครับ แต่ผมว่ามันก็เจ๋งดีทีเดียวครับ เอาไว้เล่นผ่าน MSN ได้สบายๆหล่ะครับ ผมว่ามันก็ ok นะครับเรียกว่าชัดทีเดียวหล่ะครับ 3. ใช้เป็นกล้องวงจรปิดผ่าน wifi ด้วยโปรแกรม SpyStillCam กับ SpyCamWatcher ใน PC แล้วสามารถทำให้ TH55 เป็นกล้องวงจรปิดผ่าน wifi เลยหล่ะครับ ด้วยการที่กล้องของเจ้า TH55 ก็ชัดพอตัวอยู่แล้วหล่ะครับ ประกอบกับตัวบน PC นี่ปรับค่าได้เหมือนกับตอนถ่ายรูปปกติของ TH55 เลยหล่ะครับ เลยทำให้พอจะทำให้เป็นกล้องวงจรปิดตอนกลางวันเล่นๆได้เลยหล่ะครับ ด้วยความอึดของ TH55 อย่างน้อยก็อยู่ได้ซัก 3-4 ชม.หล่ะครับ ^^ อ้อ..เจ้า spystillcam นี่ freeware เลยนะครับ 555 ก็แนะนำหนทางที่จะทำให้ใช้ TH55 กับกล้องได้คุ้มที่สุดหล่ะครับ หลากหลายวิธีถึงจะใช้บ้างไม่ใช้บ้าง แต่เราได้รู้ เราได้ลอง เมื่อไหร่ที่ต้องใช้ขึ้นมาจะได้ประยุกต์กับความจำเป็นนั้นๆได้ดีที่สุดครับ ^_^

    Cradle!

    อันนี้เป็นของแนะนำจริงๆครับ เนื่องด้วย TH55 นั้นเป็นเครื่อง Dual-front 55 (เลียนแบบชื่อของ K700 ครับ) ที่บอกอย่างนี้เพราะว่าการวางไว้เฉยๆกับพื้นจะคว่ำหน้าลง จะหงายหลัง มันก็ทำให้เครื่องเราเป็นรอยได้ทั้งนั้นครับ ด้านหน้าถ้าใช้ hardcover ก็กลัวเป็นรอย ด้านหลัง เดี๋ยวเจ้าปุ่มซ้าย-ขวาก็ลอกได้ครับ ดังนั้นการที่มี cradle ไว้ผมว่าเป็นการดีมากๆ แถม cradle สำหรับ TH55 ก็ใช้ได้อยู่ 2 ตัวหล่ะครับ

    • PEGA-UC55 ครับ ตัวนี้เป็น cradle ธรรมดาครับ แต่หน้าตาและขนาดนี่สวยจริงๆครับ… เล็กนิดเดียวเองครับ
    • PEGA-SPC100K ตัวนี้ไม่ใช้ cradle ธรรมดาครับ เป็น Speaker cradle ครับ เห็นครั้งแรกตกใจครับ นึกว่าหมอน 3 เหลี่ยมขนาดเล็ก ขายเป็นที่ระลึกในงาน OTOP ที่แสนจะประสบความสำเร็จ..แค่เบื้องหน้า หึหึ เจ้าตัวนี้ฟังเพลงจากตัวนี้ได้เลยครับ โดยต้องเสียบ adapter เวลาฟังด้วยนะครับ หรือจะมี line-in มาเสียบไว้เฉยๆก็ได้ครับ เป็นเหมือนลำโพงก็ได้ครับ… แต่สิ่งที่ผิดหวังกับมันก็คือ … เสียงที่ได้ครับ ถึงแม้ตัวลำโพงจะเป็น stereo นะครับ แต่เสียงทีได้นั้นไม่ได้น่าประทับใจเลยครับ ผมว่าก็แค่ได้เป็นตัวขยายเสียงให้มันดังขึ้น (ดังมากจริงๆครับ) ฟังในห้องเล่นๆหล่ะครับ

    ในรูปนี้อาจจะไม่เห็นว่ามันเป็นยังไงครับ มาดูกันครับ

    นี่แหละครับ ที่บอกว่ามันไม่ได้เล็กเลยครับ แต่มันก็สวยดีนะครับ มีที่เสียบ stylus ซะด้วยครับ ดูได้ใช้ประโยชน์หน่อยครับ พอเมื่อวางเจ้า TH55 ไปแล้วก็จะเห็นว่าขนาดก็ ok หล่ะครับ ^_^ แต่ว่าถ้าเทียบกับ UC55 แล้วหล่ะก็ อิอิ ต่างกันมากอยู่ครับ

    อืม.. ที่แนะนำไปบางคนอาจจะไม่รู้สึกว่า cradle สำคัญนะครับ ด้วยราคาค่าตัวที่ไม่ถูกนัก (ก็พันกว่าๆ และ ประมาณ 4-5 พัน ตามลำดับ) แถมเจ้า TH55 ราคาก็ไม่ได้ถูกแต่ดันไม่ให้มาด้วยครับ เจ้าตัวเล็กก็ไม่มีปุ่ม hotsync ด้วยการออกแบบ cradle เป็นการออกแบบให้วางบนโต๊ะทำงานแล้วก็เขียน หรืออ่านได้เลยเป็นเหมือนทีวางกด hotsync ก็สะดวกหน่ะครับ charge ก็ได้หน่ะครับ ไม่รู้ซิครับ ผมว่า cradle เป็นสิ่งสำคัญของพวก PDA แฮะ เรื่องอย่างนี้ไม่ลองไม่รู้หล่ะครับ เว้นแต่คนที่ใช้ Palm แล้วเป็นเครื่อง standalone ไม่ค่อยคิดจะ sync อยู่แล้วก็คงไม่เห็นความสำคัญของมันหล่ะครับ

    Tip เพิ่มเติม:

    • การเรียก graffiti area, Decuma Input: เร็วๆนั้น สามารถเรียกและ switch แต่ละ silkscreen ได้ง่ายๆ ด้วยการขืดจากตรงนาฬิกาที่ statusbar เฉียงไปทางขวาบนครับ.. แล้วจะเป็นการเรียกและ switch silkscreen ทันทีครับ ลองดูครับ ตามรูปเลยครับ