• Palm PIM 1.1

    ด้วยความที่ไม่ค่อยได้เปลี่ยน Palm ใหม่ๆครับ เลยทำให้เวลาได้ลองเครื่องใหม่ๆ ก็มีความอิจฉาครับ หลังจากครั้งแรก T|T2 ..ก็มี T|T3 ออกมา มีชุด PIM ใหม่มา ดันเป็น Calendar, Contact, tasks, Memos มันก็มีดีกว่าพอสมควร ชัดๆก็เรื่องขนาดของ Memo จาก 4kB ไปเป็น 32kB ครับ ส่วนอีกเรื่องก็ Calendar เพิ่ม Category ขึ้นมา เรียกได้ว่าใช้งานแล้วมีประโยชน์สุดๆครับ .. ซึ่งก็เอามาใช้ได้อย่างเรียบร้อย 55 กว่าจะเอามาได้ก็ปัญหาพอสมควรครับ เพราะว่ามันดันใช้ database ไม่เหมือนเดิม.. เลยต้องหา file มาให้ ok ที่สุดครับ
       และแล้ว Software duty cycle ก็ยังคงต้องเป็นไปตามนั้น มันก็มีอะไรพัฒนาขึ้นต่อไปใน ชุด PIM v.1.1 ครับ (พวก Calendar อะไรจะเป็น v.1.1 จริงๆครับ 55 แต่จะให้เขียนหมดก็กระไรอยู่) อืม.. เอาเป็นว่าเรื่องชุด PIM ใหม่นั้นถ้าอยากรู้ว่ามีอะไรเพิ่มจากชุด PIM เก่าผมแนะนำให้เข้าไปดูใน review T|E ซึ่งบอกไว้ละเอียดดีแล้วครับ คราวนี้เรามาดูกันครับ ว่ามันมีอะไรเพิ่มขึ้นมาอีก.. และก็แน่ครับ ปัจจัยหลักก็คือใช้งานสะดวกขึ้น.. ที่แถมมาคือ ความสวยงามครับ
       55 อาจจะไม่มีประโยชน์จริงๆครับ กับบทความนี้ ถ้าใช้อย่าง Treo650, T|X, LifeDrive, T|T5 อะไรพวกนี้ เพราะว่ามันก็คือของที่ติดกันมากับเครื่องอยู่แล้วครับ แต่ว่าสำหรับ T|T, T|T2, Clie ทั้งหลาย หรือแม้กระทั่ง T|T3 ผมว่ามันมีประโยชน์แน่ๆครับ ขึ้นกับว่าอยากจะลองรึป่าว อิอิ มาดูกันเลยครับ ว่ามันเพิ่มอะไรขึ้นมา?

      1. อย่างแรกคือสิ่งที่ผมต้องการมากตั้งแต่ได้จับครับ คือการเปลี่ยน category ง่ายสุดๆครับ (ใน Calendar)

      2. Picture Background: ในหน้า Agenda ของ Calendar และใน Launcher ครับ

      3. เพิ่มรูปใน Contact ได้

      4. Bluetooth Status in Launcher เป็นการแสดงในส่วน Launcher ครับ จะแสดงเมื่อเราเปิด Bluetooth อยู่ครับ ถ้าปิด bluetooth อยู่ ก็จะไม่มีสัญลักษณ์ขึ้นมาครับ เหมือนรุ่นเดิมๆครับ

      5. รองรับ 5-way navigator ใน Launcher มากขึ้นครับ คือใช้ปุ่มซ้าย-ขวาในการเปลี่ยน category (อันนี้เป็นมาตั้งแต่ T|T3 ครับ)

         ส่วน Tasks, Memos, Notes ผมก็ไม่เห็นมันจะเปลี่ยนอะไรมาตั้งแต่แรกแล้วครับ 55
         อืม ส่วนการเอามาใช้นั้น ผมทดสอบกับแค่ T|T2 นะครับ แล้วจะลองกับ TJ27 ต่อไปครับ (ไว้ค่อยมา confirm ครับ 55) เอาเป็นว่าผมลองจนเรียบร้อยแล้วครับ มันจะมีอยู่ 3 ส่วนครับ แล้วแต่ความต้องการของแต่ละคนเลยครับ และเครื่องที่ต่างกันออกไปครับ
        1. ชุด PIM ครับ ทั้ง Calendar, Contact, Task, Memos และ Notepad ครับ
        2. PIM+ นั่นก็คือ Library เรื่องภาพทั้งหลายครับ ทำให้ใส่ background และ photo ใน contact ได้ครับ
        3. Photo: สำหรับเครื่องที่ไม่มีโปรแกรม Photo, Media ใน ROM ครับ
        4. Extra: อันนี้คือส่วนของ Launcher ครับ
         การติดตั้งแนะนำให้ Hard Reset ก่อนติดตั้งเลยนะครับ ก่อนหน้านั้นให้ hotsync ให้เรียบร้อยแล้วก็ backup ไว้ให้ดีครับ หลังจาก hotsync ก็แนะนำให้ใช้ McFile copy file ตามที่ต้องการครับ อยากได้อะไรก็เอาตาม directory นั้นๆเลยครับ ลอง reset ซักทีครับ ถ้าไม่มีปัญหามันก็จะไม่มีอะไรครับ 55 หลังจากนั้นก็เข้าพวก Cardbackup เลือก Partial แล้วก็เอากลับมาเฉพาะพวกที่ไม่มีในเครื่องครับ... แล้วค่อยเอา Saved, Unsaved preference กลับมาตอนหลังอีกทีครับ ส่วนข้อมูลในชุด PIM แนะนำให้เอามาจาก Hotsync ครับ โดยตั้งเป็น Desktop overwrites handheld ครับ เท่านี้ก็จะเรียบร้อย ครับผม
         เอาเป็นว่ายังไงมันมีดี มันก็ต้องมีแย่ครับมาดูกันครับ
        ข้อเสีย:
        • สำหรับ Backgroud จะแยกได้เป็น 2 ส่วนครับ สำหรับ Launcher นั้นจะหายไปทุกครั้งหลัง reset ครับ ส่วนของ Calendar ไม่หายครับ แต่หลังจาก reset แล้วเข้ามาครั้งแรกจะช้าพอสมควรครับ เนื่องจากมีการ Load ภาพเก่าขึ้นมาใน RAM ใหม่ครับ แต่หลังจากนั้นก็เร็วครับ (น่าจะขึ้นกับความเร็วของเครื่องครับ 55 สำหรับผมมันก็ช้าให้หงุดหงิดนิดนึงครับ ถือซะว่าไม่ค่อย reset เลยพอทนครับ 55) ปัญหานี้ถ้าไม่ใช้ Background ก็ถือว่าผ่านไปครับ ^_^
        • อีกอย่างครับ 55 ทำให้เราไม่อยากใช้ชุด PIM อื่นอีกเลย 555 ;p
         หวังว่าคงมีประโยชน์สำหรับหลายๆคนที่ยังอยากใช้น้อง Palm ให้คุ้มค่าที่สุดครับ ;p
      Download ได้ที่นี่ครับ
      pim-palm-v-1.rar (T|T3 - Nov 10, 2004)
      pim-palm-v-1.1.rar (Zire 31 - Dec 1, 2005)
      pim-palm-v-1.2.5.rar (TX - Sep 11, 2006)
      calendar-only-v-1.2.5.rar (TX - Sep 11, 2006) new

  • Filename listing via WinRAR

    เห็นมีคนถามใน Board ๆ นึงครับ ก็เลยเขียนๆ ไว้เพราะว่าขี้เกียจ post ครับ 55 (จริงๆ ทำเป็นแต่ link 55) เอาเป็นว่าโปรแกรมที่ต้องใช้ก็มีแค่ WinRAR ครับ ไม่ว่าจะ version ไหนก็คงมีครับ ส่วนที่ผมใช้ก็ 3.42 มั้งครับ เพราะไงก็ไม่น่าจะซีเรียสในจุดนี้ครับ มาดูวิธีทำกันเลยครับ
    <ul>1. ขั้นตอนแรกก็เข้า winRAR ก่อนเลยครับ แล้วก็เข้าไปใน folder ที่ต้องการครับ
    2. select file ที่ต้องการครับ (ถ้ามี directory อยู่ในนั้นด้วยมันจะหาชื่อ file ทั้งหมดใน directory นั้นๆให้ด้วยครับ)

     
    3. กด menu ตามรูปครับ
     
    4. เลือกค่าต่างๆครับ คือจะให้ export เป็น html, txt, clipboard อะไรก็ยังได้ครับ แล้วแต่ชอบมากกว่าครับ อันนี้จะเสนอให้เห็นเป็น text file ครับ ส่วนค่าอื่นๆก็จะมีทั้งให้แสดงขนาด modified date, ขนาดจริงๆ(ก่อน zip) และอีกมากมายที่ไม่ค่อยจำเป็นครับ แหะๆ
     
    5. เรียบร้อยครับ ได้เป็น Text file มาตัวนึงครับ จะ copy ไปใช้งานอะไรก็ตามแต่สะดวกครับ
    </ul>เอาเป็นว่าเป็นวิธีทำง่ายๆ สะดวกๆครับ ^_^ เพราะ WinRar น่าจะเป็นโปรแกรมสามัญประจำบ้านไปแล้วครับ (อย่างน้อยก็บ้านผมล่ะ 55 ;p)

  • Fujitsu Lifebook S2110 review

    คราวนี้มาดูกันครับ AMD อีกแล้วครับท่าน ฮ่าๆ web นี้จะมีแต่ AMD หรืออย่างไร (จริงๆก็เป็นไปได้ครับ เพราะว่าเครื่องทั้งหมดที่ใช้ก็มีแต่ AMD หล่ะครับ เครื่องที่จะใช้ทดสอบในบทความนี้จะเป็น Fujitsu S-series ครับ รุ่น S2110 ครับผม โดยรวมจะพยายามเทียบกับ S-series รุ่นเก่าอย่าง S2020 ซึ่งใช้ AMD Athlon XP-M ครับ ถ้าตาม spec ก็จะเก่ากว่าทุกอย่างครับ และอีกตัวก็ IBM R50e ครับ ซึ่งจะเป็น Intel Centrino ครับ เอาเป็นว่ามันเป็น mobile technology เหมือนกัน น่าจะเรียกได้ว่าเป็นคู่แข่งกันโดยตรงครับ เพราะทาง Intel ยังไม่ออก 64bit สำหรับ mobile ครับ

    Spec
       สำหรับ spec ของเจ้า Fujitsu ตัวนี้ ดูกันครับ
    <ul width="200px" bgcolor="#EEFFEE">• AMD Turion 64 MT-28 1.60 GHz
    • ATI Radeon XPRESS 200M
    • 13.3” Crystal View XGA display
    • 80 GB 4200 RPM Toshiba MK8025GAS Hard Drive
    • 512 MB Micron CL2.5 PC2700 SDRAM
    • Atheros Super AG Wireless LAN 802.11 a/b/g
    • DVD Multi-layer writer drive
    • 10/100 Base-Tx Ethernet and modem
    • SD/Memory stick pro reader
    • Lithium ion 6-cell 4800 mAh Battery
    • Microsoft Windows XP Home
    • 3-year Limited Warranty
    </ul>   ตัวเอกของเราก็คือ Turion64 ครับ นอกนั้นก็จะเป็น spec ที่ดีพอสมควรครับ ที่โดดเด่นหน่อยก็จะเป็น battery ขนาดใหญ่ทีเดียวครับ (แต่ของเมืองนอกจะใหญ่กว่านี้นะครับ) ตาม spec ก็ได้ประมาณ 3.9 hrs ครับ
       Harddisk - ตัวนี้จะเลือกใช้ Toshiba ครับ รุ่น MK8025GAS แม้ไม่ใช่ตัวที่เร็วครับ แต่ก็ ok ครับ ที่เค้าเลือกน่าจะเพราะมันเป็นความเร็วต่ำด้วยหล่ะครับ ไม่อยากให้มีความร้อนมากกว่าครับ
    <ul width="200px" bgcolor="#EEFFEE">• 80GB capacity
    • Rotational speed of 4,200rpm
    • 12ms Average Seek Time
    • 8MB Buffer
    • 9.5mm High
    • 2.5” sized drive
    • ATA-6 Interface
    • Fluid Dynamic Bearing (FDB) motor drive
    • 100MB/sec Transfer Rate
    • 300,000 MTTF Hours
    • One year manufacturer warranty
    </ul>   ส่วนรายละเอียดพวก specification ก็ตามนี้ครับ
    <div id="toshiba_hdd_spec" style="display: none" align="center"> <table width="600" border="0"> <tbody> <tr> <td bgcolor="#eeeeee" colspan="2">Features</td></tr> <tr> <td width="200" bgcolor="#eeffee">• Part number</td> <td>HDD2188</td></tr> <tr> <td width="200" bgcolor="#eeffee">• Formatted capacity</td> <td>80,012MByte</td></tr> <tr> <td width="200" bgcolor="#eeffee">• Form factor</td> <td>2.5inch</td></tr> <tr> <td width="200" bgcolor="#eeffee">• Interface type</td> <td>ATAPI/IDE </td></tr> <tr> <td width="200" bgcolor="#eeffee">• Supported interface standards</td> <td>ATA-2 ATA-3 ATA-4 ATA-5 ATA-6 </td></tr> <tr> <td width="200" bgcolor="#eeffee">• Head/actuator technology</td> <td>“Ramp-Load” Technology GMR head </td></tr> <tr> <td width="200" bgcolor="#eeffee">• Shock detection</td> <td>Shock sensor circuit</td></tr> <tr> <td width="200" bgcolor="#eeffee">• S.M.A.R.T.</td> <td>The SMART command set is supported.</td></tr> <tr> <td bgcolor="#eeeeee" colspan="2">Bytes/sector</td></tr> <tr> <td width="200" bgcolor="#eeffee">• Bytes/sector</td> <td>512</td></tr> <tr> <td bgcolor="#eeeeee" colspan="2">Physical parameters</td></tr> <tr> <td width="200" bgcolor="#eeffee">• Number of platters</td> <td>2</td></tr> <tr> <td width="200" bgcolor="#eeffee">• Number of cylinders</td> <td>54,000</td></tr> <tr> <td width="200" bgcolor="#eeffee">• Number of heads</td> <td>4</td></tr> <tr> <td bgcolor="#eeeeee" colspan="2">Access times</td></tr> <tr> <td width="200" bgcolor="#eeffee">• Average seek time</td> <td>12ms</td></tr> <tr> <td width="200" bgcolor="#eeffee">• Maximum seek time</td> <td>22ms</td></tr> <tr> <td width="200" bgcolor="#eeffee">• Track-to-track seek time</td> <td>2ms</td></tr> <tr> <td bgcolor="#eeeeee" colspan="2">Transfer rates</td></tr> <tr> <td width="200" bgcolor="#eeffee">• Internal</td> <td>From 175 to 341.7 MBit/s</td></tr> <tr> <td width="200" bgcolor="#eeffee">• PIO mode (Host)</td> <td>PIO mode 4 (16.6 MByte/s)</td></tr> <tr> <td width="200" bgcolor="#eeffee">• UDMA mode (Host)</td> <td>UDMA mode 5 (100 MByte/s)</td></tr> <tr> <td bgcolor="#eeeeee" colspan="2">Rotational speed</td></tr> <tr> <td width="200" bgcolor="#eeffee">• Rotational speed</td> <td>4,200rpm</td></tr> <tr> <td bgcolor="#eeeeee" colspan="2">Buffer</td></tr> <tr> <td width="200" bgcolor="#eeffee">• Buffer size</td> <td>8,192kByte</td></tr> <tr> <td width="200" bgcolor="#eeffee">• Cache</td> <td>Read-ahead cache Write cache </td></tr> <tr> <td bgcolor="#eeeeee" colspan="2">Reaction times</td></tr> <tr> <td width="200" bgcolor="#eeffee">• Start time (Spin-up time, typical)</td> <td>4s</td></tr> <tr> <td width="200" bgcolor="#eeffee">• Start time (Spin-up time, maximum)</td> <td>10s</td></tr> <tr> <td width="200" bgcolor="#eeffee">• Recovery time (from stand-by, typical)</td> <td>4s</td></tr> <tr> <td width="200" bgcolor="#eeffee">• Recovery time (from stand-by, maximum)</td> <td>10s</td></tr> <tr> <td bgcolor="#eeeeee" colspan="2">Reliability specifications</td></tr> <tr> <td width="200" bgcolor="#eeffee">• Seek error rate</td> <td>1 error per 10^6 seeks</td></tr> <tr> <td width="200" bgcolor="#eeffee">• Non-recoverable error rate</td> <td>1 error per 10^13 seeks</td></tr> <tr> <td width="200" bgcolor="#eeffee">• MTBF</td> <td>300,000Hours</td></tr> <tr> <td width="200" bgcolor="#eeffee">• Power-on hours</td> <td>2,800Hours</td></tr> <tr> <td width="200" bgcolor="#eeffee">• Product life</td> <td>5 years or 20,000 POH (whatever comes earlier)</td></tr> <tr> <td width="200" bgcolor="#eeffee">• Preventive maintenance</td> <td>No preventive maintenance is required</td></tr> <tr> <td bgcolor="#eeeeee" colspan="2">Source voltage 5 V</td></tr> <tr> <td width="200" bgcolor="#eeffee">• Start (Maximum)</td> <td>4.7W</td></tr> <tr> <td width="200" bgcolor="#eeffee">• Seek (Average)</td> <td>2.6W</td></tr> <tr> <td width="200" bgcolor="#eeffee">• Read (Average)</td> <td>2.3W</td></tr> <tr> <td width="200" bgcolor="#eeffee">• Write (Average)</td> <td>2.3W</td></tr> <tr> <td width="200" bgcolor="#eeffee">• Low-power idle (Average)</td> <td>0.7W</td></tr> <tr> <td width="200" bgcolor="#eeffee">• Sleep (Average)</td> <td>0.1W</td></tr> <tr> <td width="200" bgcolor="#eeffee">• Stand-by (Average)</td> <td>0.25W</td></tr> <tr> <td bgcolor="#eeeeee" colspan="2">Power supply motor</td></tr> <tr> <td width="200" bgcolor="#eeffee">• Supply voltage</td> <td>+5 V (+/- 5 %) </td></tr> <tr> <td width="200" bgcolor="#eeffee">• Allowable noise/ripple</td> <td>Max. 100mV</td></tr> <tr> <td bgcolor="#eeeeee" colspan="2">Power supply logic</td></tr> <tr> <td width="200" bgcolor="#eeffee">• Supply voltage</td> <td>+5 V (+/- 5 %) </td></tr> <tr> <td width="200" bgcolor="#eeffee">• Allowable noise/ripple</td> <td>Max. 100mV</td></tr> <tr> <td bgcolor="#eeeeee" colspan="2">Cable</td></tr> <tr> <td width="200" bgcolor="#eeffee">• Length ATAPI cable (Maximum)</td> <td>0.46m</td></tr> <tr> <td width="200" bgcolor="#eeffee">• Capacitance ATAPI cable (Maximum)</td> <td>35pF</td></tr> <tr> <td bgcolor="#eeeeee" colspan="2">Mechanical specifications</td></tr> <tr> <td width="200" bgcolor="#eeffee">• Drive width</td> <td>69.85mm</td></tr> <tr> <td width="200" bgcolor="#eeffee">• Drive height</td> <td>9.5mm</td></tr> <tr> <td width="200" bgcolor="#eeffee">• Drive depth</td> <td>100mm</td></tr> <tr> <td width="200" bgcolor="#eeffee">• Drive weight</td> <td>0.098kg</td></tr> <tr> <td width="200" bgcolor="#eeffee">• Drive orientation</td> <td>The drive can be installed in all axes (6 directions)</td></tr> <tr> <td width="200" bgcolor="#eeffee">• Mounting instructions (Screwing)</td> <td>Four screws should be tightened equally with 0.39 Nm torque. The depth should be 3.0 mm minimum and 3.5 mm maximum</td></tr> <tr> <td bgcolor="#eeeeee" colspan="2">Temperature</td></tr> <tr> <td width="200" bgcolor="#eeffee">• Operating</td> <td>From 5 to 55 ?C</td></tr> <tr> <td width="200" bgcolor="#eeffee">• Non-operating</td> <td>From -20 to 60 ?C</td></tr> <tr> <td width="200" bgcolor="#eeffee">• Shipping</td> <td>From -40 to 70 ?C</td></tr> <tr> <td bgcolor="#eeeeee" colspan="2">Humidity</td></tr> <tr> <td width="200" bgcolor="#eeffee">• Operating</td> <td>From 8 to 90 %</td></tr> <tr> <td width="200" bgcolor="#eeffee">• Non-operating</td> <td>From 8 to 90 %</td></tr> <tr> <td width="200" bgcolor="#eeffee">• Shipping</td> <td>From 5 to 90 %</td></tr> <tr> <td bgcolor="#eeeeee" colspan="2">Wet bulb</td></tr> <tr> <td width="200" bgcolor="#eeffee">• Operating (Maximum)</td> <td>29?C</td></tr> <tr> <td width="200" bgcolor="#eeffee">• Non-operating (Maximum)</td> <td>40?C</td></tr> <tr> <td bgcolor="#eeeeee" colspan="2">Vibration</td></tr> <tr> <td width="200" bgcolor="#eeffee">• Operating (Maximum)</td> <td>1 G, with 5 - 500 Hz</td></tr> <tr> <td width="200" bgcolor="#eeffee">• Non-operating (Maximum)</td> <td>5 G, with 10 - 500 Hz</td></tr> <tr> <td bgcolor="#eeeeee" colspan="2">Shock</td></tr> <tr> <td width="200" bgcolor="#eeffee">• Operating (Maximum)</td> <td>200 G, with 2 ms half sine wave</td></tr> <tr> <td width="200" bgcolor="#eeffee">• Non-operating (Maximum)</td> <td>800 G, with 1 ms half sine wave</td></tr> <tr> <td width="200" bgcolor="#eeffee">• Shipping (Maximum)</td> <td>0.7 m free drop with no unrecoverable error. Drive must be packed in Toshiba?s original shipping package. Apply shock in each direction of the drive?s three mutually perpendicular axes, one axis at a time.</td></tr> <tr> <td bgcolor="#eeeeee" colspan="2">Altitude</td></tr> <tr> <td width="200" bgcolor="#eeffee">• Operating</td> <td>From -300 to 3,000 m</td></tr> <tr> <td width="200" bgcolor="#eeffee">• Non-operating</td> <td>From -400 to 15,000 m</td></tr> <tr> <td bgcolor="#eeeeee" colspan="2">Acoustic noise</td></tr> <tr> <td width="200" bgcolor="#eeffee">• Idle mode (Disk spinning)</td> <td>Max. 24dB</td></tr> <tr> <td width="200" bgcolor="#eeffee">• Random seek</td> <td>Max. 31dB</td></tr> <tr> <td bgcolor="#eeeeee" colspan="2">BIOS specifications</td></tr> <tr> <td width="200" bgcolor="#eeffee">• Number of cylinders (Logical)</td> <td>16,383</td></tr> <tr> <td width="200" bgcolor="#eeffee">• Number of heads (Logical)</td> <td>16</td></tr> <tr> <td width="200" bgcolor="#eeffee">• Number of sectors/track (Logical)</td> <td>63</td></tr> <tr> <td bgcolor="#eeeeee" colspan="2">Safety specifications</td></tr> <tr> <td width="200" bgcolor="#eeffee">• Safety standards</td> <td>CSA C22.2, No. 950, 3rd D 33003, EN60950, UL 60950 3rd </td></tr> <tr> <td width="200" bgcolor="#eeffee">• EMC adaptibility</td> <td>EN55022, EN61000-3-2, EN61000-3-3, EN61000-4-2, EN61000-4-3, EN61000-4-4, EN61000-4-5, EN61000-4-6, EN61000-4-11, ENV50204 </td></tr></tbody></table></div>   ส่วน RAM ที่ให้มาก็ Micron เรียกว่า ok ทีเดียวครับกับการเลือกใช้ MicroBGA package ครับ เพราะว่าอย่างนึงที่ดีกว่าทั่วๆไปก็คือความร้อนที่ออกมาจากตัว chip นั้นจะน้อยกว่าปกติพอสมควรครับ

       
       นอกนั้นก็จะเป็น DVD-writer ซึ่งผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะได้ใช้รึป่าว 55 แต่ที่ชอบอีกอย่างก็คือมี SD/Memory stick reader ครับ เรียกว่าทำให้สะดวกขึ้นพอสมควรเลยครับ ไม่ต้องใช้น้อง palm เป็น card reader แล้วแถมเร็วกว่าพอสมควรทีเดียวครับ
       เรื่องรับประกันของ fujitsu นั้นจริงๆจะประกันแค่ปีเดียวนะครับ แต่ว่าเค้าจะเพิ่มเติมให้อีก 2 ปีฟรีค่าแรงและอะไหล่ทั้งหมดแต่ต้องไป register ก่อนที่ http://www.myfujitsuregister.com ครับ เป็นการรับประกันเฉพาะในประเทศเท่านั้นครับ

    <div align="right">to the top</div> <hr width="90%" size="1">
    Look & Design
       มาดูกันที่ตัวเครื่องกันดีกว่าครับ ตัวเครื่องเหมือนจะเป็นสีดำครับ แต่จริงๆแล้วด้านนอกจะเป็นน้ำตาลเข้มครับ จะเห็นชัดเมื่อสะท้อนแสงครับ หลังจากที่คิดว่าสีดำทำให้มันดูเข้มแข็ง เล็กลง สวยขึ้น แต่พอซื้อมาแล้วกลับไม่ใช่ก็รู้สึกนิดนึงครับ 55 แต่ด้วยสีของมันก็ยังไม่ทำให้เสียความรู้สึกอะไรเลย กลายเป็นสวยไปอีกแบบครับ เสียก็อย่างเดียวครับ คือเป็นรอยนิ้วมือง่ายมากครับ ต่างกับ S2020 รุ่นก่อนหน้านี้ที่เป็นสีสว่างๆ แต่จะเป็นเนื้อด้านๆหยาบหน่อยครับ ทำให้ไม่มีรอยนิ้วเลย ส่วนภายในเครื่องเมื่อเปิดขึ้นมาจะเป็นสีดำสนิทครับ พลาสติกผมว่ามันค่อนข้างดีครับ สีดำด้านไม่มีรอยนิ้วเลยครับ แต่ก็เสียอย่างเดียวคือจริงๆแล้วรุ่นนี้จะเป็น keyboard สีดำเหมือนกับตัว body ครับ แต่เพราะในไทยซึ่งต้องมีอักษรไทยด้วยทำให้มีเพียงแค่สีปกติครับ สีอ่อนครับ เหมือน fujitsu ทั่วไปครับ เสียความรู้สึกนิดนึงครับ ถามร้านเค้าก็บอกว่า ถ้าอยากได้สีดำต้องสั่ง.. 2000 บาทเท่านั้น --‘ อะไรกันเนี่ย เลยไม่ก็ได้ครับ
           
       อืม.. ผมไม่เข้าใจก็ด้านล่างของเครื่อง fujitsu นี่แหละครับ จะมีเข้าแผ่นๆกำมะหยี่(รึป่าว ผมไม่แน่ใจด้วยครับ) มาทำไมจะบอกว่า เพื่อรองไม่ให้เป็นรอยมันก็ยังแปลกๆครับ เพราะว่ามันจะสกปรกง่ายพอสมควรเลยครับ และก็มีปุ่มยางรองที่มุมอยู่แล้วครับ อันนี้เป็นงงครับ ยังไม่เห็นประโยชน์เลยครับ มาดูรอบๆ เครื่องพร้อมการวาง port ต่างๆครับ
       
       ด้านหลัง - จะมีปุ่ม wifi on/off ครับ อยู่ตรงกลาง อันนี้ผมไม่แน่ใจว่าดีหรือไม่ครับ เพราะก็ ok ครับ ส่วนที่จะมีแผ่นปิดเป็นยางอยู่อันเดียวคือ monitor out ครับ นอกนั้นจะเป็น USB 3 ports ครับ firewire 1 port, RJ45 และ RJ11 อย่าละ port ครับ พร้อมทั้ง DC in และ S-video ครับ ผมว่าการวางของพวกนี้ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าดีหรือแย่ครับ เพราะว่าก็ใช้ได้เหมือนๆกัน แปลกก็ DC in มันอยู่กลางๆครับ เลยรู้สึกแปลกๆนิดนึงครับ ส่วน Infrared port ก็มาอยู่ด้านหลังทั้งๆที่ควรอยู่ตรงกลาง…ฮืมๆ อันนี้เคืองมากครับ sync ลำบากสุดๆครับ ไม่เข้าใจเหมือนกันเพราะ notebook ที่เคยมี 3 เครื่องมันอยู่ด้านหลังหมด ฮืมๆ
       ด้านข้าง - ข้างซ้ายจะเป็น DVD-writer กับ Keylock ครับ ส่วนข้างขวาจะเป็น Audio out, Mic in, 1x PCMCIA ครับ และก็มีช่องมองเข้าไปจะเห็น heatsink ครับ คาดว่าน่าจะมี CPU ตรงนี้พอดีครับ พร้อมพัดลมพัดลมร้อนออกมาตลอดครับ
       ด้านหน้า - ก็จะมีปุ่มเปิดหน้าจอครับ และ SD/Memory stick slot ครับ เรียกว่าวางไว้ตำแหน่งดีครับอันนี้ แต่ทำไมไม่วาง infrared port ไว้ด้านหน้า หรือด้านข้างหล่ะ 55 ให้มันใช้ง่ายหน่อย แหะๆ
       คงเป็นเพียงอย่างเดียวครับ ที่ผมว่ามันวางแล้วไม่ค่อยง่ายในการใช้งานครับ ;p ก็เหมือนๆตัวเดิมครับ S2020 เพียงแค่สีต่างกันครับ มาดูในส่วนอื่นต่อครับ
         
       ในส่วน keyboard ก็เปลี่ยนเอาเจ้า Ctrl มาอยู่ตรงริมแล้วครับ (เย้..) ตรง mousepad ก็ทำได้สวยดีครับ สีเนียนไปกับตัวเครื่องเลยครับ (จริงๆถ้า keyboard เป็นสีดำตามเดิมน่าจะดูดีขึ้นอีกเยอะครับ) ส่วน LED ที่แสดง status ทั้งหลายก็พัฒนาจาก S2020 โดยจะไม่เป็นหลุมลงไปแล้วครับ เรียบอยู่ระดับเดียวกับตัว body ครับเพียงแค่ว่ายังไม่มี backlight ก็ยังทำให้มันมองไม่ค่อยชัดอยู่เช่นเดิมครับ ส่วนปุ่มพิเศษต่างๆก็จะเป็นสีโครเมียมทั้งหมดดูตัดกับตัวเครื่องครับ เปลี่ยนไปเหมือนๆกับรุ่นอื่นของ fujitsu..(แต่ผมชอบแบบเป็นสีเดียวกับตัวเครื่องเหมือน S2020 มากกว่าครับ)

    <div align="right">to the top</div> <hr width="90%" size="1">
    การใช้งานจริง
       จากการใช้ Harddisk ความเร็วรอบต่ำนั้นมันส่งผลต่อความเร็วบ้าง แต่ไม่มากครับ เวลาลง Windows XP Home ก็กินเวลาประมาณ 20 นาทีกว่าๆครับ แต่ผมก็ได้เปลี่ยน Harddisk เป็น 5400rpm ของ WesternDigital ก็ทำให้มันเร็วขึ้นนิดหน่อยครับ คือตอนลง windows ก็จะใช้เวลาไม่ถึง 20 นาทีครับ แต่จะเห็นชัดตอน hibernate หรือ boot เครื่องใหม่ครับ สำหรับการใช้งานนั้น Turion64 ตัวนี้จะมีการปรับระดับความเร็วอยู่ 2 ระดับชัดๆครับ (ส่วนใหญ่ powerNow ของตัวอื่นจะมีหลายระดับมากกว่านี้ครับ) คือ 4x200 และ 8x200 ซึ่งก็คือ 800MHz และ 1600MHz ตามลำดับครับ (ที่บอกอย่างนี้มันคือจะได้รู้ว่าใช้ BUS เท่าไหร่ครับ ตัวเลขแรกเป็น multiplier ตัวที่สองเป็น Front side BUS ครับ) ด้วยความที่ Turion64 ก็เป็นสายเดียวกับ Athlon64 ทำให้ memory controller อยู่บนตัว chip เองครับ ดังนั้นการเชื่อมต่อระหว่าง RAM กับ CPU จะสามารถเชื่อมต่อกันโดยตรงได้ ทำให้ใช้ประสิทธิภาพได้เต็มที่ และก็มีความยืดหยุ่นสูงครับ เพราะว่าเจ้า memory controller ตัวนี้สามารถรองรับได้ตั้งแต่ PC1600-PC3200 ครับ แต่เป็น single channel นะครับ ถ้าใส่ PC3200 คู่กับ PC2100 มันก็จะยึดความเร็วต่ำครับ คือจะทำงานที่ BUS 133MHz ครับ เอื้อให้เรา upgrade ได้ดีทีเดียวครับ
       มาลองทดสอบเรื่อง CPU กันบ้างครับ โดยจะลองแปลงจาก DivX เป็น Xvid ครับ โดย PocketDivXEncoder ครับ ขนาด file เดิม 471 MB ไปเป็น 130 MB ครับ ได้ทำการทดสอบ 2 state ครับ คือ 800MHz และ 1600MHz เพื่อต้องการเปรียบเทียบครับ
    <ul>• Turion64 MT-28 800MHz - ใช้เวลา 30 นาที
    • Turion64 MT-28 1600MHz - ใช้เวลา 16 นาที
    </ul>   เป็นไปตามปกติครับ เพราะว่าเรื่องการ decode-encode ทั้งหลายมักจะขึ้นกับความถี่เป็นปัจจัยหลักครับ สำหรับเรื่อง battery นั้นจากการลองใช้งานทั่วๆไปครับ ใช้ power profile: Laptop จอปรับเป็นความสว่าง 2/8 เล่น web ผ่าน LAN ครับ ก็จะอยู่ได้ประมาณ 3 ชม.ครับ แต่ถ้าปรับเป็น Max Battery นั้น CPU จะทำงานที่ 800MHz ตลอดเวลาครับ จะเล่นได้ประมาณ 3 ชม.ครึ่ง-เกือบๆ4 ชม. ครับ ถ้าดูจากพัฒนาการของ Athlon XP-M ไปเป็น Turion64 ในเรื่องการประหยัดพลังงานผมว่ามันทำได้ดีขึ้นเยอะครับ เพราะตัวนั้นใช้ได้ 2 ชม. ก็เก่งแล้วครับ ทั้งๆที่แม้ Turion64 จะทำงานที่ 800MHz ก็ยังรู้สึกได้ชัดว่า Turion64 เร็วกว่าอย่างเห็นได้ชัดครับ แต่ถ้าจะเทียบในเรื่องการประหยัดพลังงานกับ Intel Centrino นั้นผมยังว่าพอๆกันครับ ไม่ได้ดีกว่า Centrino ครับ
       ในส่วนของการใช้งานอื่นๆ ก็มาดูกันต่อครับ ว่า Fujitsu ยังทำได้ดีรึป่าวครับ
     
       นี่เป็นปุ่มเรียกโปรแกรมของ fujitsu รุ่นใหม่ๆครับ เพิ่มความหลากหลายด้วยปุ่มเลือก Application/player ครับ โดยเมื่อเลือก Application ก็จะเป็นเหมือนเดิมครับ คือ เป็นปุ่มโปรแกรม 2 ปุ่ม(2 ปุ่มซ้าย) ค่า default ก็จะเป็น Notepad และ Calculator ครับ ส่วนปุ่ม 2 ปุ่มขวาคือ Default browser และ E-mail ครับ โดยปุ่ม E-mail นั้นจะใช้ได้เพียงแค่ outlook นะครับ มันจะไม่ได้แค่เพียงเข้า outlook ครับ มันจะทำการ check และรายงานเป็น popup window แต่เท่าที่ลองดูแล้วพบว่า lag ค่อนข้างมากครับ (ผมเลยทำการเปลี่ยนมันเองเป็นเรียก Thunderbird แทน ^
    ^”) ส่วนเมื่อเลือกเป็น Player นั้นก็จะตามรูปเลยครับ เป็นการเรียก Media player มาเล่นทั้งหมดครับ แต่ผมว่ามันไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์เท่าไหร่ครับ เพราะว่าจะเป็นการเล่นจาก DVD/CD audio เท่านั้นครับ มันเหมือนจะตรวจสอบแผ่นก่อนที่จะเปิดนะครับ ไม่ใช่ว่าอยู่ๆก็เปิด ถ้าไม่มีแผ่นก็ไม่มี response อะไรครับ ทั้งๆที่น่าจะเจ๋งกว่านี้ด้วยการเปิดเพื่อเล่น mp3 ได้ด้วยครับ
       ข้อสังเกตอีกอย่างนึงสำหรับการใช้งานเจ้า Fujitsu นี้ก็คือว่า การใช้งาน CD/DVD นั้น .. ให้ความรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่ครับ คงเพราะว่า DVD-writer ตัวนี้ทำงานที่ความเร็วสูงพอสมควรครับ ทำให้มันต้องเพิ่มความเร็วในการหมุนของ motor เป็นผลให้เสียงมันค่อนข้างดัง และสั่นมากกว่าปกติครับ เอาเป็นว่า Harddisk ทำงานก็ไม่รู้สึก แต่ถ้าใช้ CD ก็รู้สึกอย่างแรงครับ (นั่นก็เป็นอีกเหตุผลที่ปุ่ม player นั้นไม่ค่อยได้ใช้ด้วยครับ)
       ส่วนเรื่องจอ.. สำหรับจอของเจ้า S2110 หรือ Fujitsu รุ่นใหม่ๆทั้งหมดนั้นก็เป็นแบบจอมัน (อืม เท่าที่หาใน net พบว่าจอประเภทนี้เรียกว่า จอ glossy ครับ เป็นการเคลือบสารที่ชั้นกระจกเพื่อลด screen door effect ครับ และช่วยทำให้ contrast, brightness ให้ดีขึ้นด้วยครับ เหอๆ เรื่อง screen door effect ไว้ค่อยมาดูอีกทีครับ แต่ว่าเอา link ไปลองดูก่อนครับ ว่ามันคืออะไรครับ) เอาเป็นว่าจอ glossy นี้มันก็ดีในเรื่องแสง-สีก็จริงครับ แต่เรื่องสะท้อนของมันนี่ไม่รู้จะทำยังไงเลยครับ เอาเป็นว่าถ้าไปเล่นในที่ๆมีหน้าต่าง หรือแสงไฟเยอะๆละก็มันก็จะแสบตาได้เรื่องเลยครับ ค่อนข้างจะรบกวนพอสมควรครับ แต่ถ้าไม่มีก็เรียกได้ว่าทำได้ดีกว่าจอแบบด้าน หรือ Matte พอสมควรครับ อีกอย่างนึงคือ จอของ fujitsu สีขาวนั้นค่อนข้างจะอมเหลืองครับ แม้จะเป็นจอ glossy ก็เถอะครับ ผมลองเทียบกับ จอ Philip 107P และจอ Matte ของ IBM R50e ก็ยังเรียกได้ว่ามันไม่ขาวครับ อืม ผมก็ไม่รู้ว่าจะถ่ายยังไงให้เห็นชัดๆนะครับ เลยใช้ photoshop ช่วยตัดสินครับ.. ปรากฏว่างงครับ 107P ทำสีได้น่าตกใจมากครับ ได้เป็น FFFFFF หรือคือ RGB : 255-255-255 นั่นคือขาวบริสุทธิ์ครับ ส่วนเครื่อง IBM และ Fujitsu ก็จะออกโทนฟ้า และเหลืองตามลำดับครับ
       
       อาจจะสงสัยกันว่าวัดได้จริงเหรอ จากรูปภาพที่ได้จากกล้อง digital .. อืม.. ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันครับ แต่ด้วยสภาพเงื่อนไขเดียวกันทั้งหมดทุกรูป ปัจจัยที่เรียกได้ว่าทำให้มีโอกาสผิดเพี้ยนก็ถูกควบคุมให้เท่ากันนะครับ ดังนั้นปัจจัยที่จะทำให้แตกต่างก็น่าจะมาจากจอเองครับ เอาเป็นว่าอย่าเชื่อ แต่ให้ลองไปดูแล้วเทียบด้วยตาตัวเองแล้วจะเชื่อละกันครับ ;p
       ส่วนเรื่องความร้อนที่เกิดขึ้นจากการใช้งานนั้นพบว่า ก็ยังมีความร้อนอยู่นะครับ แต่น้อยกว่าตัว S2020 มากอยู่ครับ ผมก็ไม่รู้จะเทียบกับพวก Intel centrino อย่างไรครับ เพราะว่าไม่มี notebook เล็กๆของ centrino ครับ มีแต่ notebook ขนาดทั่วๆไปซึ่งการระบายความร้อนมันก็ดีกว่าอยู่แล้วครับ แต่ข้อสังเกตก็คือ จะมีลมร้อนออกมาตามช่องระบายความร้อนฝั่งซ้ายอยู่พอสมควรครับ น่าจะเป็นเหตุผลให้ตัวเครื่องไม่ร้อนมากนักครับ
       เรื่อง Wifi หลังจากได้ลองประสิทธิภาพของ IEE802.11g ที่ความเร็ว 54Mbps ก็ไม่ได้รู้สึกความแตกต่างเลยครับ 555 เพราะว่าก็ไปใช้ที่ตึก FourSeason ครับ เล่น net ธรรมดาทั่วไป การตั้งค่าหรือ scan หา access point ก็ทำได้เร็วเป็นปกติครับ ไม่ได้เปลือง battery มากมายอย่างที่คาดไว้ครับ การเปิด wifi ค้างไว้ก็ทำให้ใช้พลังงานมากขึ้นก็จริงแต่ก็ยังอยู่ได้ประมาณเกือบๆ 3 ชม. ใน mode Max. Battery ครับ

    <div align="right">to the top</div> <hr width="90%" size="1">
    สรุป
       ด้วยเครื่องราคา 6 หมื่นหน่อยๆ กับความเป็น notebook ขนาดเล็กผมว่าราคานี้ก็ไม่ได้อยู่ในจุดที่จะเรียกว่าถูก น่าจะอยู่ในจุดกลางๆ-แพงมากกว่าครับ เพราะด้วยความที่ notebook ขนาดเล็กจะมีราคาตั้งแต่ประมาณ 50000 ขึ้นไป สำหรับเครื่องที่ไม่ใช่ localbrand นะครับ กับประสิทธิภาพที่ได้จากเครื่องนี้ก็เรียกได้ว่าน่าพอใจในระดับนึงครับ แม้จะไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในเรื่อง graphic เท่าไหร่ แต่ notebook ขนาดเล็กก็ไม่มี graphic card ที่อยู่ในระดับที่เรียกว่าดีมาลงอยู่แล้วครับ ทำให้ตัดเรื่องนี้ไปได้ ด้วยวัสดุ-อุปกรณ์ รวมทั้งการออกแบบที่รวมมาเป็น S2110 ก็เรียกได้ว่าน่าพอใจหล่ะครับ ส่วนการใช้งานจริงก็ค่อนข้างทำได้ดีทีเดียวครับ อำนวยความสะดวกได้ดี เรียกได้ว่าเป็น notebook รุ่นนึงที่น่าสนใจในระดับราคาขนาดนี้ครับ พร้อมด้วยประกันอีก 3 ปี… แฟนๆ fujitsu ก็คงไม่น่าพลาดกับตัวนี้ครับ Fujitsu S2110

    <table cellspacing="1" cellpadding="3" width="450" align="center" border="0"> <tbody> <tr> <td width="210" bgcolor="#ffcc66">Pros</td> <td width="210" bgcolor="#ffcc66">Cons.</td></tr> <tr> <td>• 64 bit capabilities</td> <td>• No LED status backlight</td></tr> <tr> <td>• Light weight</td> <td>• Position of Infrared port</td></tr> <tr> <td>• Long life battery</td> <td>• Casing is extremely fingerprint prone</td></tr> <tr> <td>• DVD Multi-layer writer drive</td> <td>• Disappointing graphic chipset</td></tr> <tr> <td>• Low heat spreads</td> <td>• Noise&Vibrating form DVD Drive</td></tr> <tr> <td>• Recovery and software bundle disc</td> <td> </td></tr></tbody></table>

  • AMD Athlon 64 X2 Dual-core 3800+

       อืม มาดูกับ CPU สายที่สูงที่สุด.. ของ AMD กันครับ เจ้าสายที่น่ากลัวที่สุดอีกสายมันคือ Athlon 64 FX แม้จะเป็น single-core 55 ราคาก็ยังแพงเว่อร์มากก แต่รู้สึกว่าจะเป็นหมดเพียงแค่ปีนี้นะครับ คงเพราะราคา ตลาดที่จะทับซ้อนกับ dual-core ด้วยหล่ะครับ แค่เจ้า dual-core นี่ก็เป็นสายทีไม่ค่อยจะมีใครได้ใช้ มีได้แต่หวังครับ ไม่ใช่ว่าจะหาซื้อกันไม่ได้ แต่ด้วยราคาของมันแล้วมันน่ากลัวจริงๆครับ แค่ตัวต่ำที่สุดราคาก็เกือบๆจะ 2 หมื่นเลยหล่ะครับ ตัวสูงสุดก็ซื้อ com ซื้อ notebook บ้านๆได้อย่างละเครื่องเลยครับ เหอๆ ไม่รู้ว่าจะอะไรขนาดนั้นเน๊อะ แต่กับสาย dual-core แล้วมันคือ

    "Welcome to the world of TRUE multi-tasking."

       อืม.. จะเป็นอย่างที่เค้าว่ารึป่าวครับ แล้วเรามาดูกันต่อไปครับ
    Spec
        มาดูกันเรื่อง spec ก่อนครับ

      AMD Athlon 64 X2 Dual-core 3800+ - นี่หล่ะครับ พระเอกในงานนี้ของเรา
      ASUS A8N SLI Deluxe - nForce4 SLI chipset
      Dual channel DDR-RAM 1GB - งานนี้มีทั้ง Corsair และ Geil มาให้ลองหล่ะครับ
      Seagate Barracuda 7200.7 120GB RAID 0 - กลายเป็น SATA ปกติหละครับ อด SATA II เลย
      Spark Geforce 6600 PCI-e 256MB - งาน 2D แค่นี้ก็เกินพอ~
       จาก spec ที่เห็นก็จะพอได้อึ้งได้หล่ะครับ มารู้จักกันแต่ละตัวดีกว่าครับ
    AMD Athlon 64 X2 dual-core 3800+

       dual-core เป็น CPU 64bit หล่ะครับ ผมก็ไม่แน่ใจจริงๆครับ ว่า 64bit นั้นมันทำได้ดีแค่ไหน เพราะในปัจจุบันผมก็ไม่รู้จะไปหา Win x64 ที่ไหนหล่ะครับ แถม driver ของแต่ละตัว โปรแกรมที่ใช้จริงๆ มันก็ยังสู้ 32bit ไม่ได้ เลยเอามาใช้ที่ 32 bit แต่กลับทำได้ดีสุดๆ ดีกว่า 32bit CPU จริงๆซะอีกหล่ะครับ อีกอย่างก็คือ เจ้าตัว dual-core 3800+ นั้นจะทำงานที่ 2.0GHz เท่านั้นนะครับ แต่.. แต่..อย่าไปคิดเชียวหล่ะครับ ว่าอย่างพวก 32bit อย่าง P4 2.4c GHz, AMD Athlon 2500+ (1.8GHz barton) มันจะเทียบเคียงได้กับสาย 64bit ครับ ความถี่ที่ใช้ไม่ได้เป็นสิ่งสำคัญเหมือนอย่างที่ intel ต้องการให้เราคิดเช่นนั้นอีกแล้วครับ

      • Toledo core, socket939
      • clock speed: 2.0GHz
      • L2 cache: 512kB*2
      • Transistor count: 154M transistors
      • Die size: 147mm^2
      • 89W max power
       จริงๆ dual-core นั้นจะมีอยู่ 2 core นะครับ คือ Manchester อีกตัวซึ่งจะมี L2 cache ตั้ง 1MB*2 หล่ะครับ แต่จะมีเพียงแค่รุ่น 4400+, 4600+ ครับ ราคาก็น่ากลัวสุดๆจริงๆครับ 555

       อีกเรื่องที่ลืมไปไม่ได้เลยครับ สำหรับพวกสาย Athlon64 ทั้งหมด ทำไมมันถึงดี แบบเห็นได้ชัดๆหนะครับ นั่นก็คือการรวม memory controller จากเดิมที่จะอยู่บน northbridge chipset (บน Mainboard) เข้าไปไว้ด้วยกับ CPU เลยทำให้การเชื่อมต่อลดลงครับ ด้วยสถาปัตยกรรมของ K8 คือ ที่เป็น on-die northbrigde, การติดต่อระหว่าง RAM กับ CPU แทนที่จะต้องผ่าน board เพื่อไป northbridge ก่อน ก็กลายเป็นเชื่อมต่อกันโดยตรงกับ RAM แถมยังใช้ประสิทธิภาพได้เต็มที่ขึ้นมากๆหล่ะครับ ต่างจาก intel หล่ะครับ dual-core ของ intel นั้นจะค่อนข้างเหมือนเดิมครับ คือการรวม core ทั้งสองลงบน die เดียวกัน แต่ปัญหาคือ การเชื่อมต่อระหว่าง core ทั้งสองกลับกลายเป็นต้องผ่าน external BUS ซึ่งช้ามากๆครับ ถ้าเทียบกับความเร็วของ CPU จากการทำอย่างนี้ทำให้ AMD นั้นมี memory bandwidth สูงขึ้นกว่าเดิมมากๆครับ กับพวก dual-core เนี่ย 6 GB/s เชียวหล่ะครับ111 น่ากลัวมากๆ จนเรียกได้ว่าถ้าเทียบกับเครื่องซัก 2 ปีที่แล้วก็แค่ 2-3GB/s ก็ดีใจตายแล้วครับ เหอๆ อ้อ.. Athlon 64 ทั้งหมดใช้เพียง PC3200 หรือ DDR400 เท่านั้นนะครับ ซึ่งก็เป็นเพียงแค่มาตรฐานบ้านๆแล้วหล่ะครับ เดี๋ยวนี้ ที่มี DDR2, DDR3 มาใช้ในระบบปกติที่ไม่ใช่พวกการ์ดจอครับ
       สำหรับ dual-core นั้นจุดเด่นที่เค้าอยากจะเสนอก็คือในเรื่องของ multi-tasking ครับ เพราะว่าการที่ใช้ chip 2 ตัว บน die เดียวกันเนี่ยมันก็คล้ายๆกับ Dual-processor หล่ะครับ หลักการเดียวกันแต่ในการใช้งานจริงการวางบน die เดียวมันดีกว่าตรงการเชื่อมต่อหล่ะครับ เพราะว่าไม่ต้องผ่านอะไรเลยทำให้มันเร็ว การเปิด application ทั้งหมดก็จะดีขึ้นครับ เพราะมีการแบ่งงานกันที่ดีหล่ะครับ ปัญหาที่สำคัญของ dual-core ของ AMD คือ การที่ใช้ on-die northbridge นี่แหละครับทำให้มันมีต้นทุนสูงขึ้นด้วย เจ้า dual-core 3800+ นี่ก็เลยเป็นตัวที่มาปิดช่องว่างของ Intel dual-core ที่มีราคาถูกกว่า AMD dual-core อยู่พอสมควรหล่ะครับ
       มาดูกล่องกันดีกว่าครับ ฮ่าๆ ผมว่ากล่อง AMD ชุดใหม่สวยดีครับ ดีกว่าพวก plastic case เยอะเลย ฮ่าๆ

    reference : picture form Anandtech.com
    ASUS A8N SLI Deluxe
       สำหรับ board nForce4 SLI ตัวสูงกว่านี้ก็จะมีเพียง ASUS A8N SLI Premium ซึ่งจะใช้ heatpipe แทนพัดลมหล่ะครับ นอกนั้นก็ไม่ต่างกันครับ

      - Supports AMD Socket 939 Athlon 64FX/Athlon 64 X2/Athlon 64
      - NVIDIA nForce4 SLI
      - PCI Express Architecture
      - SATA 3Gb/s
      - Dual RAID
      - Dual Gigabit LAN & AI NET2
      - AI Audio (8-channel Audio)
      - 10 USB 2.0 ports supports
      - 2 IEEE 1394 ports
      - S/PDIF-out on Back I/O Port
       สำหรับ board รุ่นใหญ่ๆอย่างนี้ มีของให้เล่นเหลือเฟือจริงๆครับ 2 IDE ตามมาตรฐานหล่ะครับ กับอีก 8 SATA มีให้ใช้กันแบบเต็มบ้านเต็มเมืองครับ แถมยังมีตัวเชื่อม SATA ให้ใช้ HDD นอกเครื่องกันด้วยครับ สะดวกจริงๆครับ ลองมาดูตอนเปิดกล่องกันครับ

       ถ่ายให้ดูกันชัดๆครับ ว่ามันเหลือเฟือจริงๆครับ สาย SATA 8 เส้น, สายแปลงจาก PSU เข้า HDD SATA อีก 3 เส้น, SLI connector, IEEE 1394 connector, 6 port USB 2.0 connector, joystick connector, IDE 2 เส้น, สาย FDD, WinDVD, Manual, driver CD เรียกว่าให้กันแบบเหลือกินเหลือใช้จริงๆครับ

       มาดู board กันครับ เพียบครับ ตรงไหนก็มีแต่ connector เต็มไปหมดด้วยความที่เป็น Dual RAID ทำให้มันต้องมีเยอะอย่างนี้หล่ะครับ แถมยังรองรับ SLI ด้วยก็เลยต้องมี PCI-e 2 slot แต่ก็ต้องดูเจ้ารูปสุดท้ายด้วยนะครับ ถ้าจะใช้ SLI อย่าลืมกลับด้านมันด้วยหล่ะครับ พร้อม SLI connector ครับ
       อ้อ.. แต่เจ้า board ตัวนี้ที่ผมซื้อมาเนี่ย มันยังไม่รู้จักเจ้า dual-core เลยนะครับ ขึ้นเป็น Unknown CPU ไปซะงั้น แต่ ASUS รุ่นใหม่ flash BIOS ใน windows ได้แล้วครับ ด้วยโปรแกรม ASUSupdate ครับ ง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยอีกครับ .. อะไรๆเดี๋ยวนี้มันก็สะดวกไปหมดครับ เหลือเพียงแค่ windows XP ของเรายังไม่ driver SATA RAID เลยทำให้ยังต้องใช้ FDD ตอนลง windows 555 (แนะนำให้เลือกเป็น asus.de หรือของเยอรมันนะครับ ประเทศนี้เค้าชอบมี BIOS ใหม่ๆกว่าชาวบ้านตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ;p ไปโหลดมาเองแล้วให้ ASUSupdate flash ให้ก็ได้ครับ)
    Dual channel DDR-RAM 1GB
       มาทำความรู้จักกันก่อนครับ ว่าทำไมต้องเป็น Dual อีกแล้ว คือ DDR-RAM มันจะมี bus width แค่ 64 bit หน่ะครับ การทำ Dual channel เสมือนเป็นการทำให้ bus width ของ RAM นั้นมากขึ้น เท่าๆกับ bus width ของ L2 cache ที่เป็น 128bit อยู่แล้วครับ ทำให้ถ่ายโอนข้อมูลได้มากขึ้นในแต่ละ clock ครับ จริงๆก็น่าจะเห็นกันสมัย EDO RAM ครับ แต่สมัยนั้นเป็นแค่ 16bit+16bit เท่านั้นเองครับ 55 ต่างกันโขเลยที่เดียว
       สำหรับ RAM ซื้อมาทั้งค่ายเรือใบอย่าง corsair และ Geil หล่ะครับ ไว้ค่อยมาดูกันว่ามันต่างกันรึป่าวกับราคาถึง 500 บาทที่เสียไปให้ corsair

       จากแค่ที่บอกบน name plate นั้นก็บอกได้แค่ว่า corsair มัน run CL2 ได้ที่ 400MHz DDR หล่ะครับ แต่ Geil กลับทำได้แค่ CL2.5 ที่ 400MHz DDR ครับแต่ศักยภาพจริงๆนั้น ต้องมาดูกันเองครับ ว่ามันจะต่างกันจริงๆรึป่าว เพราะนั้นมันก็แค่ spec ที่มันต้องทำได้ครับ ^_^ แต่ผมชอบ package ของ geil มากกว่าแฮะ 55 ใส่กล่องมาเรียบร้อย พร้อมกับฟองน้ำอย่างเรียบร้อยหล่ะครับ ต่างกับ corsair ที่เป็น plastic case เหมือนกับ Palm รุ่นต่ำ 555 ทั้งที่รุ่นใหญ่ๆต้องเป็นกล่องปกติ อิอิ
    Seagate Barracuda 7200.7 120GB RAID 0
       มาทำความรู้จัก RAID ที่จะใช้กันก่อนครับ คือ จะใช้ RAID 0 ครับ RAID หรือ Redundant Array of Independent (or Inexpensive) Disks เป็นการใช้งาน Hard disk ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นหล่ะครับ จริงๆจะทำไว้เพื่อป้องกันโอกาสที่จะเกิดความเสียหายหรือเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของข้อมูลหล่ะครับ แต่ใน RAID 0 นั้นเรียกได้ว่าเป็น RAID ไม่ค่อยเต็มตัว เพราะเป็นการทำเพื่อประสิทธิภาพเท่านั้นครับ มาดูรูปกันก่อนครับ

       RAID level 0 - Striped Disk Array without Fault Tolerance มันจะแยกข้อมูลเป็น block ไปเก็บไว้แต่ละ HDD หล่ะครับ ทำให้การเรียกใช้ข้อมูลจะขึ้นกับการอ่านของทั้งสอง HDD พร้อมๆกัน เป็นการทำงานเพื่อประสิทธิภาพจริงๆ แต่ถ้าหากมีข้อมูลเสียซัก block นึงมันก็จะเสียทั้งหมดหล่ะครับ ก็ไม่ต่างกับ HDD ตัวเดียวครับ สำหรับ RAID 0 นั้นจะต้องใช้ HDD อย่างน้อย 2 ตัวขึ้นไปหล่ะครับ ยิ่งมากก็จะยิ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อยๆครับ
       ส่วน RAID อื่นๆจะเป็น RAID ที่ทำเพื่อความปลอดภัยของข้อมูล และ/หรือประสิทธิภาพด้วยหล่ะครับ มีตั้งแต่ RAID 1, 2, 3, .. และอีกมากมายหลายแบบหล่ะครับ แต่โดยหลักการแล้วก็จะคล้ายๆกับ RAID 0 และ 1 ครับ
    Note : สำหรับเรื่อง RAID อื่นๆ ก็หาดูได้จาก Acnc.com ก็ได้ครับ 55 ไปเอารูปเค้ามาซะขนาดนี้ก็ต้องทำ link ให้หน่อย ฮ่าๆ เห็นรูปเค้าสวยครับ
       สำหรับพวก RAID นั้นจริงๆแล้วแนะนำให้ใช้ Harddisk ยี่ห้อเดียวกัน ขนาดเท่ากัน เร็วเท่ากัน เอาให้มันเหมือนกันทุกอย่างนะครับ เพราะว่าหากใช้ Harddisk ขนาดไม่เท่ากันก็จะกลายเป็นว่าจะอิงกับ Harddisk ตัวเล็กกว่านะครับ ส่วนความเร็วก็จะขึ้นกับตัวที่ช้าที่สุดเพราะก็ต้องรอข้อมูลอยู่ดีครับ
       ในบททดสอบนี้จะใช้ Seagate Barracuda 7200.7 120GB ครับ

      Model Number:ST3120827AS
      Capacity:120 GB
      Speed:7200 rpm
      Seek time:8.5 ms avg
      Interface:SATA 1.5Gb/s with NCQ
      buffer: 8MB
       เรียกว่าเป็นรุ่นที่ ok ทีเดียวครับ ที่เลือกเพราะมันประกัน 5 ปีครับ เหอๆ จะเอา Western Digital ก็ไม่ไหว ประกันจะไหวมั้ยเนี่ย สำหรับตัวเดียวโดดๆ ก็ ok แล้วหล่ะครับ แต่เพื่อที่จะให้มันเป็นคอขวดใหญ่ๆหน่อย ก็เลยต้องมาทำเป็น RAID หล่ะครับ สำหรับ Harddisk ถ้ามีงบนะครับ แนะนำให้หาตัวแรงๆเลยครับ เพราะเป็นอีกตัวนึงที่เห็นผลมากๆสำหรับ PC ครับ เพราะในสมัยนี้ Harddisk เป็นคอขวดจริงๆครับ
    reference : Seagate.com อยากไปซื้อ Harddisk แนะนำให้ตรวจสอบ model number ให้ดีๆครับ เพราะว่าแค่ 120GB ก็มีกันหลายรุ่นหล่ะครับ ถ้าเป็น SATA ของ seagate อย่าลืม NCQ เท่านั้นนะครับ อยากรู้ว่าคืออะไรแนะนำให้ดูตาม review web com ทั่วไปครับ
    Spark Geforce 6600 PCI-e 256MB
       สำหรับตัวนี้ก็คงไม่พูดอะไรมากครับ ก็เป็นตัวปกติในตลาด ไม่ได้ดี ไม่ได้แย่ กลางๆจริงๆครับ เลยไม่มีอะไรจะพูด 555

    to the top



    เริ่มประกอบ
       การประกอบก็ไม่ได้แตกต่างกับเครื่องทั่วไปเลยหล่ะครับ มีเพียงจุดน่าสนใจอยู่เพียงจุดเดียวจริงๆครับ ในการประกอบเครื่องเท่าที่ผมเห็นครับ คือ heatsink ของ socket939 อืม คราวนี้ใช้ heatsink AMD PIB (Processor In a Box) หล่ะครับ heatsink ของเจ้านี้ผมว่ามันดีกว่า socket A เยอะเลยครับ ไม่ต้องใช้ไขควง ไม่ต้องกลัว core บิ่นอย่าง socket เดิมๆ เพราะว่ามันคลุม heatspreader มาที่ CPU แล้ว แต่แหะๆ ไม่ได้ถ่ายรูปไว้ เพิ่งคิดออกว่าน่าเขียน เลยเอารูปในคู่มือมาให้ดูละกันครับ 55

       รูปอาจจะไม่ชัดนักครับ แต่ถ้าใครเคยประกอบ intel ตั้งแต่ socket478 นะครับ ถ้าจำไม่ผิดมันก็จะคล้ายๆนี้แต่จะ lock ทั้งสองข้าง เจ้านี้มันจะ lock เหมือนแบบปกติทั่วไปคือต้องไปเกี่ยวไว้ แล้วค่อยมา lock อีกข้างครับ ผมว่า heatsink ใหม่ๆนี่สะดวกกว่าเดิมเยอะเลยครับ สบายย อิอิ
       ส่วนอื่นก็เหมือนปกติครับ ยิ่งสบายมากขึ้นเพราะใช้ SATA โอ้แบบเสียบแล้วเสร็จ ไม่ต้องดูว่า pin1 อยู่ไหนเลยครับ เสียบได้ข้างเดียว 555 เครื่องใหม่ๆนี่ถ้ามีให้ลองประกอบ และมีใจจะเล่นก็ประกอบได้แน่ๆครับ พอประกอบเสร็จก็ได้ตามรูป 55 เก็บๆสายให้ไม่เกะกะนิดนึง แต่ SATA นี่ไม่รู้เกะกะขึ้นรึป่าวนะครับ ไม่รู้จะมัดมันไว้ตรงไหนเลยครับ เพราะว่าเค้าให้สายมายาวไปแล้ว แต่ก็ดีกว่าสายแพร์หน่อยหล่ะครับ

    to the top



    การใช้งานจริง
       อืม คิดๆอยู่ครับ ว่าจะทำยังไงดี จะให้หาพวก benchmark มามันก็จะปกติๆ ครับ หาได้ทั่วไปจริงๆตาม anandtech.com, tomshardware.com, vr-zone.com หรือที่อื่นๆครับ ก็จะเป็นการพูดรวมๆดีกว่าครับ กับผลทดสอบแบบโปรแกรมที่ใช้กันปกติดีกว่านะครับ ไม่เอาพวก benchmark ดีกว่าครับ เพราะตัวเลขเยอะแค่ไหน? เป็นยังไง? ตัวเลขมันก็แสดงถึงการเปรียบเทียบเท่านั้นหล่ะครับ ดังนั้นหากไม่มีตัวเปรียบเทียบด้วย ตัวเลขนั้นก็ไม่ได้มีค่าอะไรครับ คงจะมีเพียงแค่ memory bandwidth และ HDD read/write rate เท่านั้นหล่ะครับ ที่จะแสดงให้เห็นและเข้าใจกันได้ครับ เพราะว่ามีตัวเลขทางทฤษฎีค้ำคออยู่ครับ

       หลังจากประกอบเสร็จเครื่องที่ได้ก็เอาละครับ Boot มาก็มีให้จัดการเรื่อง RAID ก็ตั้งค่าไปไม่ยากครับ อันนี้ถ้าอยู่กับมืออ่านภาษาอังกฤษได้ก็ทำได้ครับ เพราะกดแค่ไม่กี่ตัวเท่านั้นจริงๆครับ อย่างว่าหล่ะครับ แค่ RAID 0 เลยไม่มีอะไรครับ พอต่อมาจะลง OS ไม่มีแผ่นอะไรก็ต้อง WinXP service pack 1 หล่ะครับ จัดการ... สรุปว่าก็ปล่อยมันเดินไปอย่างอัตโนมัติครับ ในที่สุดปัญหาก็เกิดขึ้น 555 ไม่มี driver SATA RAID ครับ ในที่สุดก็ต้องใช้แผ่น FDD ซึ่งผมก็ไม่มี FDD ใน set นี้ซะด้วย ด้วยความที่ไม่เห็นประโยชน์ของแผ่น 3.5" อีกต่อไปครับ แหะๆ กลายเป็นต้องไปล้วง 3.5" ในกรุ จนได้มาตัวนึง สภาพดีรึป่าวก็ไม่รู้ ใช้ได้รึป่าวก็ไม่แน่ใจ 555 ก็หลังจากจัดการเจ้าแผ่น driver disk เรียบร้อยก็ผ่านฉลุยครับ ใช้เวลา install Harddisk 240GB (RAID 0) แบบปกติก็ซัดไป 5 นาทีกว่าแล้วครับ และแล้วก็ copy file เข้า Harddisk ทั้งหมดเพียงแค่ 3 นาที จากนั้นก็จัดการต่อในส่วนอื่นรวมแล้วก็ 15 นาทีนิดๆเท่านั้นครับเป็นอันเรียบร้อยโรงเรียน microsoft...
       แต่ไม่จบเท่านี้หล่ะซิครับ ด้วยความที่มันใหม่ ใหม่ซะจน service pack 1 ไม่รู้จักครับ ดังนั้นแนะนำให้ download ทั้ง nForce4 chipset driver มาก่อนเลยครับสำคัญมากๆ และอีกตัวก็คือ Athlon 64 driver ครับ จะทำให้ windows รู้จักมันดีครับ ใครใช้พวก Athlon 64 ก็ไปหาตัว update ใหม่ๆด้วยนะครับ และอีกอย่างคือ.. สิ่งสำคัญของพวก AMD Athlon 64 นั้น คือ windows service pack2 ครับ มันจะรองรับพวกฟังก์ชั่นใหม่ๆของ CPU ได้ดีกว่าครับ สำหรับ dual-core มันก็จำเป็นเพราะจะได้ใช้ multi-processor ได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นครับ งานนี้ AMD เค้าแนะนำเองครับ และมันก็ได้มาซึ่งบททดสอบเล่นๆครับ คือผมเคยลงในเครื่องเก่า แล้วจำได้ว่ากว่าจะ update service pack 2 ได้นี่รอกันนานมากๆครับ เลยมาลองจับเวลาดูครับ... เทียบกับอีกเครื่องนะครับ AMD Sempron 2400+@2.2GHz (o/c ครับ) nForce2 Ultra chipset, PC3200 256MB, Seagate barracuda 7200.8 40GB ครับ ก็เป็น spec บ้านๆทั่วไปครับ แต่ผลทดสอบนี่ก็ทำเอาอึ้งได้หล่ะครับ

      Dual-core 3800+ @ 2.0 GHz --> 6:01 min
      Sempron 2400+ @ 2.2GHz --> 31:02 min
       เป็นเวลาที่อืม.. อะไรกันเนี่ย ประเด็นสำคัญจริงๆมันคือ Dual RAID จริงๆครับ แถม dual-core มันทำได้ดีถึง 5 เท่า.. เรียกว่าอึ้งกิมกี่ครับ งานนี้..
       ก็พอจะได้รู้ถึงประสิทธิภาพของมันคร่าวๆแล้วหล่ะครับ สิ่งที่น่าสนใจที่สุดยังไม่ถึงครับ เพราะจะเริ่มทดสอบอะไรที่น่าสนใจ และได้ถึงประสิทธิภาพมันที่สุดหล่ะครับ เอาเป็นว่าสิ่งที่คิดออกตอนนี้ โปรแกรมที่โหลดเครื่องโหดๆ ก็มีไม่มากหล่ะครับ ผมจะไม่เอาพวก 3D มาเกี่ยวข้องนะครับ เพราะว่ามันไม่ใช่ประเด็นที่จะแสดงให้เห็นถึงความเป็น dual-core ครับ
    Single-tasking test
       จุดด้อยที่สุดของ AMD คือความถี่ครับ ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ทำให้เรื่อง encoding/decoding ที่ใช้ clock เข้าช่วยเลยทำให้ intel ชนะอยู่ตลอดครับ มาดูกันว่าคราวนี้ AMD ทำได้ดีรึป่าว แต่ 555 ทำไงดีหล่ะครับ ผมมีแค่ Pentium-M 1.6GHz เท่านั้นจริงๆ ฮ่าๆ คงต้องลองกับเครื่องที่ให้มันศักดิ์เท่ากันซักหน่อย แต่ก็ไม่มีครับ เอาเป็นว่า ลองกับหลายเครื่องที่เป็น AMD ละกันครับ ทดสอบครั้งนี้จะทดสอบแปลงจาก wav ไปเป็น mp3 160kbps ด้วย iTunes นะครับ wave file ขนาด 43:24 นาที 438 MB หล่ะครับ มาดูกันว่าใครจะทำได้แค่ไหน ตอนนี้จะไม่เปิดโปรแกรมอื่นๆทิ้งไว้เลยนะครับ
      AMD Athlon XP-M (LV) 2000+@1.53GHz --> 3:03 min.
      AMD Sempron 2400+@2.2GHz (socketA) --> 2:14 min.
      AMD Athlon 64 X2 Dual-core 3800+ @ 2.0GHz --> 1:08 min.
       จากบททดสอบก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่หล่ะครับ ถึงแม้จะเป็น Athlon XP-M แต่ด้วยความเป็น mobile หล่ะครับก็คงสู้ Sempron ตัวเล็กแต่ใจใหญ่ไม่ได้แน่ๆครับ ส่วน dual-core ก็แบบขาดลอยตามคาดครับ
    Note : การทดสอบทั้งหมดจะ run ทั้งหมด 3 ครั้งเป็นอย่างน้อยครับ แล้วหาค่าเฉลี่ยครับ ถ้ามันต่างกันมากจะทดสอบ 5 รอบครับ แล้วตัดสูงสุด และต่ำสุด นอกนั้นก็หาค่าเฉลี่ยครับ
    multi-tasking test
       มาดูบททดสอบ multi-tasking กันเลยครับ นี่แหละครับ บททดสอบที่สำคัญของ dual-core ครับ ใช้วิธีเดิมๆกับ iTunes ครับ แต่เรามาในแบบ multi-tasking ครับ ไม่มากเท่าไหร่หรอกครับ เปิดโปรแกรมไว้ทั้งหมดตามนี้เลยครับ
      • เปิด iTunes 5.0 พร้อมเปิด mp3 ไปด้วย
      • เปิดรักแปดพันเก้าแบบ wmv กับ windows media player 10
      • Adobe Photoshop CS2
      • Office 2003 : Access 2003, Excel 2003, Outlook 2003, Powerpoint 2003, Word 2003
      • Firefox (3 tab:capsules.no-ip.com, livescore.com, pantip.com/tech/nonpc)
      • ie 6 (1 window กับ livescore.com)
      • MS antispyware real-time protection enabled
      • QuickTime 7.0.2 Pro
       ได้ผลการทดสอบดังนี้ครับ..

       รูปของ Dual-core นะครับ ดูจาก taskbar ได้ครับ เปิดไว้เพียบ แถม livescore.com ก็จะ refresh ตัวเองบ่อยๆครับ ส่วน wmv ก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ ว่าทำไม capture แล้วไม่ติดหน่ะครับ สงสัยต้องใช้โปรแกรมช่วย ฮ่าๆ แต่ดูได้ชัดๆเลยครับ iTunes แปลงที่ 33x กว่าตลอดหน่ะครับ เห็นแล้วก็อึ้งจริงๆครับ ดูรูปชัดๆ

      AMD Athlon XP-M (LV) 2000+@1.53GHz --> 8:06 min.
      AMD Sempron 2400+@2.2GHz (socketA) --> 3:32 min.
      AMD Athlon 64 X2 Dual-core 3800+ @ 2.0GHz --> 1:19 min.
       มาสรุปให้ดูง่ายๆกันก่อนครับ

       เห็นกันชัดๆเลยครับ ว่าเมื่อมี multi-tasking (ก็ไม่น้อยนะครับ) แล้วก็ตาม Dual-core ยังแทบไม่รู้สึกเลยครับ ประสิทธิภาพที่ได้ระหว่าง single-tasking เรียกว่าแทบไม่ต่างกันเลยครับ ทั้งหนังและทุกอย่างเหมือนสภาพปกติครับ ในขณะที่ตัวอื่นกลับอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัดหล่ะครับ อย่าง Athlon XP-M นี่ดูหนังกระตุกหล่ะครับ ส่วน Sempron ก็มีจังหวะกระตุกบ้างไม่มากครับ น่าจะขึ้นกับจังหวะที่ firefox, ie เจอ reload เข้าพอดีหล่ะครับ ซึ่งก็ไม่ใช่เพราะแค่ CPU นะครับ แต่ยังมีผลของ HDD และรอบๆข้างมาอีกด้วยครับ แต่ก็สามารถแสดงให้เห็นได้ชัดครับ ว่า dual-core ทำได้ดีกว่ามากจริงๆครับ จริงๆน่าจะเปลี่ยน .wmv เป็น divX หรือ Xvid ไม่ก็ h264 น่าจะเห็นชัดกว่าพอสมควรหล่ะครับ แต่จะสงสารเจ้า Athlon XP-M ไปซะเปล่าๆครับ ไว้ค่อยมาลองอะไรหนักๆกับ Dual-core ทีเดียวดีกว่าครับ ถ้ามีเวลา ฮ่าๆ
       หลังจากทดสอบเจ้า encoding mp3 ไป ถึงเวลามาเล่าถึงความรู้สึกที่ใช้เครื่องกันครับ ระหว่างที่ encoding อยู่นั้น การเปิด minimize, maximize window อื่นๆเป็นไปอย่างปกติมากๆครับ มีเพียงแค่ iTunes ที่ minimize แล้วก่อนที่จะเปิดมันขึ้นมาใหม่ต้องกดแล้วรอซัก 1-2 วิมันถึงจะขึ้นมาหล่ะครับ เข้าใจว่าเป็นการตั้ง priority ให้กับการ encode มากกว่าครับ เพราะทุกเครื่องก็จะช้ากว่าเปิดโปรแกรมอื่นทั้งหมดครับ หลังจากทดสอบ mp3 ไปแล้ว ก็เลยคิดว่าน่าจะเอา CM5 มาเล่นครับ เพราะว่าเป็นเกมที่ซื้อมาแล้วต้องเก็บไว้ครับ 55 เนื่องจาก Sempron ไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้ 55 เวลาเล่นแล้วก็กว่าจะได้ continue เสร็จบางครั้งก็หลับได้เลยครับ น่าจะเป็นเกมเดียวที่สนุกมากแต่ก็หลับตอนเล่นได้เลย ถ้าใครเคยเล่นก็จะเข้าใจครับ เอาเป็นว่าเล่นแล้วคิดถึงสมัย CM2 เลยหล่ะครับ กดแล้วมากดแล้วมา
       แต่พอมาเล่น CM5 กับเจ้า dual-core ปรากฏว่า โอ้โห เหมือนสมัย CM2-3 เลยครับ กดแล้วแถบข้างล่างก็ไม่มีหยุดหล่ะครับ เพิ่มตลอด ไม่ใช่ว่ากดแล้วเสร็จ แต่ก็รอแต่ละครั้งไม่เกิน 5-10 วิแน่ๆครับ ที่สำคัญคือเปิด msn, firefox, ie, photoshop พร้อมเล่นไปด้วยเวลาจะ switch ไปโปรแกรมไหนก็ไม่มี lag ให้เห็นเลยครับ แถมแต่ละโปรแกรมก็ทำงานกันไปเหมือนกับเล่นอยู่ตัวเดียวเลยครับ อะไรจะมีความสุขขนาดนั้นครับ 55 การใช้งานกับ dual-core นี่เรียกได้ว่า soo smooooth.. เลยครับ ถ้าลองแล้วจะติดใจ 555
       ดูผลทดสอบเล็กๆน้อยๆของ RAID 0 กันครับ หลังจากนี้จะทดสอบด้วย SiSoft 2005 SR2 นะครับ ด้วยความที่เข้าใจง่ายสุดครับ เห็นกันชัดๆ และที่สำคัญมีเปรียบเทียบกับ reference อื่นๆครับ อย่างน้อยก็เห็นครับ

       Hard disk ของเรานั้นเป็น SATA150 2xRAID0 7200rpm นะครับ ซึ่งคือตัวล่างสุดครับ คือ มาตราฐานครับ ของเราทำได้ดีกว่าตัวอ้างอิงพอสมควรเลยหล่ะครับ ส่วนตัวที่มี transfer rate 95MB/s นั้นเป็น 10,000rpm นะครับ เรียกได้ว่า Seagate ST3120827AS NCQ ทำได้ดีจริงๆครับ เรียกกว่าเกือบจะเท่ากับตัว 10krpm แล้วครับ จริงๆก็เพราะว่าขนาดด้วยครับ ของเราจะเป็น 120GB ซึ่งจะทำให้มี plate ที่ความจุสูงกว่าครับ นั่นก็คือความหนาแน่นมากกว่าครับ การเคลื่อนที่ที่เท่ากันเลยทำให้มันอ่านได้มากกว่าครับ ;p แต่ยังไงก็ไม่ผิดหวังเท่าไหร่ครับ (จะผิดหวังก็ตรง spec หล่ะครับ 555 แต่ก็นั่นมัน max. transfer rate ที่เหมือนๆกับ P.M.P.O ของลำโพงหล่ะครับ 55)
       ก่อนจะจบกันไป เราต้องมาดูกันครับ ความแตกต่างเล็กน้อยๆของ Corsair และ Geil ครับ ด้วยราคา 500 กว่าบาทแลก Geil เป็น Corsiar คุ้มรึป่าว~???

       ผมจะทดสอบแค่ค่า Default นะครับ ไม่เพิ่ม Vddr, BUS หรือ O/C ใดๆทั้งสิ้นนะครับ เนื่องด้วยจะไม่เห็นความแตกต่างของค่ามาตรฐานจริงๆครับ ผมเริ่มด้วยการปรับค่าให้ได้ดีที่สุดนะครับ โดยที่ run 3Dmark03 ผ่านได้ตลอด 3 รอบครับ

      Geil : 2.5-3-3-5-10-16
      Corsair : 2-3-2-6-10-16

       อืม.. เท่าที่ทำได้อย่างน้อยก็ได้ดีพอ ตาม nameplate หล่ะครับ แล้วมาดูกันครับ ว่าเลขที่ต่างกันแค่นี้หน่ะครับ ผลที่ได้ต่างกันยังไง?? มาดูกันครับ

       ไม่ต้องมีคำบรรยายจริงๆครับ เสียดายที่ SiSoft นั้นไม่ได้มี database nForce4 SLI ครับ แต่ที่ intel ได้มากนั้นก็คือ ใช้ PC2-5300 หรือ DDR2 บัส 677MHz นะครับ ในขณะที่ AMD ใช้เพียงแค่ PC3200 หรือ DDR บัส 400MHz เท่านั้นครับ เท่านี้ก็น่าจะบอกถึง คุณภาพของ memory controller แบบ on-die เป็นอย่างดีครับ ;p ส่วน Geil และ Corsair นั้นพูดกันจริงๆ เวลาใช้งานปกตินั้นแม้จะมี bandwidth ต่างกันแบบเห็นชัดๆ แต่จะไม่เห็นชัดนะครับ ถ้าไม่ได้ใช้อะไรหนักจริงๆ เอาเป็นว่าถ้ามีงบเหลือก็ corsair ไม่ต้องลังเลเลยครับ การที่ใช้ CL ต่ำๆนั้นยังแสดงให้เห็นว่ามีโอกาสที่จะ o/c ขึ้นไปได้สูงขึ้นอีกมากด้วยครับ ^_^ คุณภาพ chip มันต่างกันครับ ฮ่าๆ

    to the top



    สรุป
    AMD Athlon 64 X2 Dual-core 3800+ เป็น CPU ราคาประหยัดที่สุดในตระกูลนี้ครับ แสดงถึงประสิทธิภาพที่ชัดเจนมากๆครับ ดีกว่าสายอื่น อย่างเห็นได้ชัดจริงๆครับ แม้สาย FX ก็สู้ Dual-core ในเรื่อง multi-tasking ไม่ได้ครับ ทำให้ Dual-core เหมาะกับ server เป็นอย่างมากทีเดียวครับ เพราะจากการใช้งานนั้นแทบหาจังหวะที่ต้องรอไม่ได้เลยครับ กดแล้วมา กดแล้วมาตลอดจริงๆครับ ไม่ว่าจะเปิดโปรแกรมไว้เยอะแค่ไหนก็ตาม แต่จะถามว่าเหมาะสมมั้ยที่จะเอามาใช้ในบ้าน เอามาเล่นเกม ความเห็นส่วนตัวผมว่าไม่น่าจะเหมาะนะครับ เนื่องด้วยราคาที่แพงเอาเรื่องครับ (แถมหาซื้อไม่ได้ง่ายๆต้องสั่งอีกต่างหาก ตอนที่ผมซื้อหน่ะครับ) น่าจะเอาพวก Athlon 64 venice core ก็น่าจะพอครับ เพราะราคาก็ประมาณ 6พันกว่าบาทถูกกว่าตัวนี้หลายเท่านักครับ แต่ยังไงก็เถอะครับ Dual-core สายนี้ไม่มีผิดหวังจริงๆครับ แม้จะมีค่าตัวสูงไปหน่อย แต่ถ้าคิดจะแลกกับประสิทธิภาพที่ได้มาละก็ก็เหมาะสมแล้วจริงๆกับ

    "Welcome to the world of TRUE multi-tasking."

       คงต้องรอบทพิสูจน์กับ Windows x64 เพื่อให้มันแสดงความเป็น 64bit CPU อีกทีหล่ะครับ

  • Sharing Internet from Windows 2k/XP

    เริ่มจากตัว Internet Connection | ต้องให้มีตามนี้นะครับโดย
    ต้องมีตัว Net ที่จะ share และ Bluetooth Network

    ต่อมาต้องเข้าไปตั้ง Windows 2000/XP Internet Connection Sharing (ICS) ดังรูปต่อไป
    -- Right-Click ที่ตัว Internet Connection | Advanced แล้วทำตามดังรูป

    นี่เป็นส่วนของ Bluetooth Network Properties โดยที่ปกติแล้วเมื่อตั้ง share ไว้แล้วตัว windows จะตั้ง IP ไว้เป็น 192.168.0.1 อัตโนมัติครับ เข้ามาดูว่าถูกต้องหรือไม่

    ต่อมาจะเข้ามาในส่วนของ Bluetooth Configuration
    (Right-Click ที่สัญลักษณ์ Bluetooth ที่ taskbar | Advanced Configuration)

    Tab: Local Services ที่ Network Access | Properties แล้วตั้งค่าให้เป็นดังรูป

    ต่อมาก็จัดการในส่วนของ Palm แสดงรายละเอียดในส่วนของ Prefs | Connection และ Prefs | Network

    ขั้นตอนต่อไปเป็นการ Connect จะขึ้นตามลำดับ
    Initializing | Signing On | Established แสดงว่าติดต่อเรียบร้อย

    โดยที่ใน Windows จะแสดง Ballon ดังรูป

    Note: สังเกต Bluetooth Connection Successful
    จะเป็นการ connected to the 'Network Access' service หากผิดไปจากนี้ แสดงว่าทำการตั้งค่าผิด
    Testing Your Connection :
    เมื่อ Connected เรียบร้อยแล้วก็มา check ว่าสมบูรณ์รึป่าวโดย เข้า Network Log (จากหน้า Network Prefs. | Menu | Options | View Log)

    DNS address จะต้องเป็นตัวเดียวกันกับตัว Desktop ที่เรา connect
    ทำการทดสอบ Ping โดยการเขียน 'ping 192.168.0.1' ใน log ถ้าเรียบร้อยดีจะได้ผลดังรูปข้างต้น
    ส่วนใน Desktop (เข้า My Bluetooth Places | View My Bluetooth Services)

    จะสังเกตเห็นว่า My Network Access จะเป็นสีเขียวแสดงการว่า Connect เรียบร้อย เมื่อกด Double-Click จะแสดง Status ดังรูป

    ทดลองใช้จริง ;p

    Note: จะเป็นสีเขียวขณะที่มีการเคลื่อนที่ของข้อมูล
    นี่เป็นในส่วนของ WebPro ..จะใช้งานได้ทันที ^_^
    Resolving DNS Errors :
    ในกรณีที่ Connect สำเร็จ แต่ DNS ใน Network Log ไม่ขึ้นนั้น
    •• ให้เข้าไปดูที่ ip ของ bluetooth network ว่าเป็น 192.168.0.1 หรือไม่ ถ้าไม่ใช่ โดยปกติแล้วจะเป็นการ share ผิดไปยัง network อื่น เช่นเป็นการ share ไปที่ Local Area Network แนะนำให้ disable Local Area Network(หรือ Network อื่นๆก่อน) แล้วตั้งการ share ใหม่ครับ จะพบว่า ip ของ bluetooth network เป็น 192.168.0.1 ^_^ จากนั้นก็ทดสอบใหม่ครับ
    •• ถ้ายังไม่ได้ให้กลับเข้าไปใน Network Prefs. | Details... | ให้ตั้งค่า DNS เป็น 192.168.0.1
    แล้วก็ทดสอบใหม่ครับ
    •• แต่ถ้ายังพบปัญหาเดิมให้เปลี่ยน DNS เป็น DNS จริงที่ตัว Desktop นั้นต่อ ซึ่งหาได้โดยกดที่ Start | run | 'cmd' ---- > เข้าหน้า Command Prompt | 'ipconfig /all' จะแสดงให้เห็น DNS server ของ ISP แล้วก็เอาค่านั้นมาใส่ แล้วก็ทดสอบใหม่ครับ
    •• แต่ถ้ายังพบปัญหาอยู่แนะนำให้ลอง reset เครื่อง แล้วก็ Connect ซ้ำๆ หรือย้อนกลับไปดูทีละขั้นตอนว่ายังลืมอะไรอยู่รึป่าวนะครับ ^_^
    เพิ่มเติม: How to remove Bluetooth wireless device support in Windows XP Service Pack 2